“สมคิด”ปรับกลยุทธ์สั่งบีโอไอดันสตาร์ทอัพเป็นยูนิคอร์นใน 5 ปี ฮับอาหาร-เกษตรรับ CLMV

เศรษฐกิจ15 มิ.ย. 2563 • 07:55 น.
“สมคิด”ปรับกลยุทธ์สั่งบีโอไอดันสตาร์ทอัพเป็นยูนิคอร์นใน 5 ปี ฮับอาหาร-เกษตรรับ CLMV
“สมคิด” ย้ำบีโอไอเร่งศึกษาแพ็กเกจปั้นผู้ประกอบการไทยเป็นยูนิคอร์นภายใน 5 ปี สร้างความเข้มแข้งอุตฯ อาหาร-เกษตรแปรรูป ด้านบีโอไอส่งแผนเกษตร ดิจิทัล แพทย์ ปรับสิทธิประโยชน์เข้าบอร์ด 17 มิ.ย.นี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการติดตามการดำเนินงานและมอบนโยบายสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ว่า ได้มอบหมายให้บีโอไอเร่งศึกษามาตรการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มเติมให้แก่ผู้ประกอบการไทยมีการลงทุนในประเทศมากขึ้น ตั้งเป้าหมายยกระดับผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ทอัพขนาดกลางและรายย่อยไปสู่การเป็นยูนิคอร์นภายใน 5 ปี มีมูลค่ากิจการมากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนอุตสาหกรรมต่างๆในกลุ่มซีแอลเอ็มวีที (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย) ทั้งนี้อุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูปของไทยมีความได้เปรียบในแง่ของผลผลิตด้านการเกษตรที่มีคุณภาพเป็นวัตถุดิบที่ต่างชาติให้การยอมรับ การเชื่อมโยงโลจิสติกส์ สิทธิประโยชน์ และมีห่วงโซ่การผลิตที่เข้มแข็ง แม้จะมีอัตราค่าจ้างแรงงานอยู่ในระดับสูงกว่าประเทศอื่น แต่ไทยยังเป็นประเทศที่ต่างชาติให้ความสนใจเข้ามาลงทุน ซึ่งระยะข้างหน้าอุตสาหกรรมบริการด้านการแพทย์ การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ ดิจิทัลยังเป็นอุตสาหกรรมที่มีอนาคตสดใส “วันนี้ให้โจทย์บีโอไอไปว่าถ้าไทยจะเป็นฮับเหล่านี้จะดึงดูดให้เกิดการลงทุนได้อย่างไร โดยให้ระดมสมองร่วมกับสถาบันการศึกษา เน้นการพัฒนาและยกระดับเกษตรกรรมระดับท้องถิ่น จูงใจให้คนไทยกลับไปพัฒนาท้องถิ่นของตัวเอง ทำให้เกิดการจ้างงาน เกิดรายได้ ซึ่งอยากให้บีโอไอสร้างการเชื่อมโยงกับเกษตรอัจฉริยะ (สมาร์ทฟาร์มเมอร์) นำไปสู่การเชื่อมโยงการตลาดโลก ซึ่งเชื่อว่าบีโอไอจะสามารถออกแบบมาตรการส่งเสริมได้ไม่ยากนัก” สำหรับมาตรการดังกล่าวนับเป็นการเปลี่ยนแปลงทิศทางเชิงนโยบายจากที่เคยเน้นดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) มาเป็นการส่งเสริมการลงทุนและผลิตสินค้าในไทยเป็นหลักก่อน ช่วยสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจในประเทศ สุดท้ายนักลงทุนต่างชาติจะเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น โดยเฉพาะนักลงทุนจากจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น และไต้หวันที่สนใจเข้ามาลงทุนในไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม บีโอไอจะนำเสนอมาตรการดังกล่าวให้ที่ประชุมบอร์ดบีโอไอ ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิจารณาเห็นชอบต่อไปเร็วๆนี้ เพิ่มเติมจากที่ผ่านมาที่คณะกรรมการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเห็นชอบให้คณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจามีอำนาจพิจารณาอนุมัติโครงการลงทุนขนาดวงเงินไม่เกิน 100 ล้านบาทได้ทันทีโดยไม่ต้องเสนอให้บอร์ดบีโอไอพิจารณา น.ส.ดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า บีโอไอยังคงยึดนโยบายหลักคือการ ดึงการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เนื่องจากไทยยังต้องการเทคโนโลขั้นสูง ขณะเดียวกันจะเพิ่มนโยบายในการผลักดันอุตสาหกรรมในประเทศให้เป็นตัวขับเคลื่อนประเทศ เช่น ด้านเกษตร ดิจิทัล การแพทย์ ซึ่งจะมีการปรับปรุงเงื่อนไข สิทธิประโยชน์ เพิ่มประเภทกิจการเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบีโอไอ ในวันพุธที่ 17 มิ.ย.63 ขณะเดียวกันได้เตรียมที่จะออกแพคเกจใหม่สำหรับการย้ายฐานการลงทุน (รีโลเคชั่น) ที่จะอิงเรื่องของพื้นที่เป็นหลักเช่น สามารถลงในพื้นที่ใดในประเทศไทยก็ได้ ซึ่งอยู่ระหว่างหารือว่าจะได้สิทธิประโยชน์อย่างไรได้บ้างอย่างที่มีอยู่คือ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และ เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) รวมถึงเขตในอนาคตที่จะเกิดขึ้นคือ เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ และเขตพิเศษภาคอีสาน เป็นต้น สำหรับปีนี้เราไม่ได้ตั้งเป้ายอดขอรับส่งเสริมการลงทุน หากจะน้อยกว่าปีที่แล้วก็ต้องยอมรับมัน เพราะสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นทั่วโลก ยังไม่มีใครกล้าลงทุน ส่วนกรณีรัฐบาลญี่ปุ่นให้การสนับสนุนด้านการเงินให้แก่บริษัทญี่ปุ่นที่ย้ายโรงงานและฐานการผลิตกลับไปอยู่ที่ญี่ปุ่นอีกครั้งนั้น เรื่องนี้ได้มีการหารือกับองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) และหอการค้าญี่ปุ่น(เจซีซี) ซึ่งบริษัทญี่ปุ่นยังมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพ และได้เปรียบเรื่องทำเลที่ตั้ง รวมถึงมีจุดเด่นด้านอาหารและเกษตร ซึ่งเมื่อมีสถานการณ์โควิด-19 ประเด็นความปลอดภัยด้านอาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญ เชื่อว่าจะยังสามารถชักจูงบริษัทญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยได้มากขึ้น