FTA ผลักดันส่งออกเครื่องปรับอากาศ-ชิ้นส่วนไทยทะยานเบอร์ 2 โลก
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เผยเอฟทีเอดันไทยขึ้นแท่นผู้ส่งออกสินค้าเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วนเบอร์ 2 โลก สวนทางเศรษฐกิจโลกที่หดตัว จากการระบาดของไวรัสโควิด-19 หนุนผู้ประกอบการไทยใช้เอฟทีเอขยายส่งออกต่อเนื่อง พร้อมแนะเตรียมพร้อมหาแหล่งวัตถุดิบสำรอง ไม่ให้การผลิตขาดช่วง
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการติดตามสถิติการค้าระหว่างประเทศ พบว่า สินค้าเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วนเป็นสินค้าที่น่าจับตามอง เนื่องจากสามารถขยายตัวได้ในตลาดสำคัญ แม้เศรษฐกิจทั่วโลกต้องเผชิญภาวะหดตัวจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่าส่งออก 1,104 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการส่งออกไปตลาดอาเซียนมากที่สุด มูลค่า 277 ล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมาคือ สหรัฐฯ มีมูลค่าส่งออก 130 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อพิจารณาอัตราการขยายตัวของตลาด พบว่าเพิ่มขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปี 2562 ถึงร้อยละ 17.5 โดยสหรัฐฯขยายตัวสูงสุดร้อยละ 68 รองลงมาคือ ออสเตรเลียขยายตัวร้อยละ 49 และอาเซียนขยายตัวร้อยละ 26
ทั้งนี้ความตกลงการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การส่งออกเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วนขยายตัว โดยปัจจุบันมี 15 ประเทศคู่เอฟทีเอที่ไม่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วนจากไทยแล้วได้แก่ อาเซียน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี เปรู และฮ่องกง เหลือเพียง 3 ประเทศคือ เกาหลีใต้ จีน และอินเดียที่ยังคงเก็บภาษีนำเข้าบางรายการ ทำให้ในปี 2562 ไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วนอันดับ 2 ของโลก มีมูลค่าส่งออกสูงถึง 5,515 ล้านเหรียญสหรัฐ รองจากจีน
สำหรับตั้งแต่ความตกลงเอฟทีเอมีผลใช้บังคับจนถึงปี 2562 ไทยส่งออกไปประเทศคู่เอฟทีเอกว่า 3,044 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 55 ของการส่งออกเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วนของไทยทั้งหมด นอกจากนี้ ตลาดที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุด 3 อันดับแรก เป็นประเทศคู่เอฟทีเอทั้งสิ้นได้แก่ อาเซียน มูลค่าการส่งออก 1,364 ล้านเหรียญสหรัฐ ออสเตรเลีย มูลค่าการส่งออก 515 ล้านเหรียญสหรัฐ และญี่ปุ่น มูลค่าการส่งออก 458 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสอดคล้องกับสถิติการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ โดยเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วนมีการขอใช้สิทธิส่งออกไปยังประเทศคู่เอฟทีเอสูงมากเป็นอันดับ 8 จากรายการสินค้าที่ใช้สิทธิทั้งหมด สินค้าส่งออกสำคัญได้แก่ เครื่องปรับอากาศแบบติดหน้าต่างหรือติดผนัง สัดส่วนร้อยละ 73 ของการส่งออกเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วนทั้งหมด
โดยปัจจุบันตลาดเครื่องปรับอากาศมีการแข่งขันสูง โดยสินค้าเครื่องปรับอากาศไทยได้รับการยอมรับด้านคุณภาพและมาตรฐาน จึงเชื่อมั่นว่าศักยภาพที่แข็งแกร่งของอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศไทย และแต้มต่อจากเอฟทีเอ จะเพิ่มโอกาสให้การส่งออกเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วนของไทยเติบโตขึ้น อย่างไรก็ตามแม้ไทยจะสามารถผลิตชิ้นส่วนได้เองในประเทศ แต่ยังมีส่วนประกอบบางตัวอาทิ คอมเพรสเซอร์ ที่ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นแหล่งนำเข้าหลัก (สัดส่วน ร้อยละ 60 ของการนำเข้าชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศทั้งหมด)
"ผู้ประกอบการจึงควรประเมินสถานการณ์ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการรองรับด้านวัตถุดิบให้เพียงพอ เช่น หาแหล่งวัตถุดิบสำรอง ซึ่งปัจจุบันการนำเข้าชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศจากประเทศที่ไทยมีเอฟทีเอด้วยทั้งหมด 17 ประเทศไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าแล้ว (ยกเว้นการนำเข้าจากฮ่องกงคงภาษีอัตราที่ ร้อยละ 1-8)"