รายงานพิเศษ | ขนส่งฯ ดึงไอทียกระดับโลจิสติกส์ไทย
ยกระดับการเป็นผู้นำและเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของอาเซียน ที่ทาง “กรมการขนส่งทางบก” ได้พัฒนาสถานีขนส่งสินค้าแต่ละแห่งเป็นจุดรวบรวมและกระจายสินค้าเป็นจุดเชื่อมโยงโครงข่ายการขนส่งสินค้าทางถนนในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ
“สนิท พรหมวงษ์” อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า กรมขนส่งฯ มีแผนพัฒนาสถานีขนส่งสินค้า ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ เพื่อช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้าและรองรับการเปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสู่ระบบราง ประกอบด้วย แผนพัฒนาสถานีขนส่งสินค้าในเมืองหลัก 8 แห่ง ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ นครสวรรค์ พิษณุโลก ขอนแก่น อุบลราชธานี นครราชสีมา ปราจีนบุรี สุราษฎร์ธานี โดยเตรียมวางผังและออกแบบรายละเอียดปี 61 มีแผนเปิดบริการปี 66 และแผนพัฒนาสถานีขนส่งสินค้าชายแดนอีก 11 แห่ง โดยวางเป้าหมายเปิดให้บริการครบทั้ง 19 แห่ง ในปี 2566 ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนที่สนใจเข้าร่วมลงทุนและบริหารจัดการสถานีขนส่งสินค้าทั้ง 19 แห่ง ในรูปแบบ public private partnership และแต่ละแห่งประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งสินค้าต่างๆ เช่น อาคารรวบรวมและกระจายสินค้า คลังสินค้า ลานกองเก็บตู้สินค้า ลานเปลี่ยนหัวลาก-หางพ่วงและพื้นที่เขตปลอดอากรสำหรับสถานีขนส่งสินค้าในจังหวัดชายแดน
นายสนิท กล่าวว่า เตรียมยกระดับสถานีขนส่งผู้โดยสารทั่วประเทศให้เป็นสถานีขนส่งอัจฉริยะ หรือ Smart Terminal โดยใช้งบประมาณราว 30 ล้านบาท โดยติดตั้งจอแสดงผลตารางเวลาเดินรถของระบบรถโดยสาร รถตู้รวมถึงรถไฟแบบระบบเรียลไทม์ โดยติดตั้งอย่างน้อยสถานีละ 2 จอ อย่างไรก็ตามคาดว่าจะสามารถเปิดตัวเพื่อเริ่มใช้ในปีนี้ 96 สถานี ก่อนที่จะเร่งติดตั้งจอแสดงผลให้ครบทั้ง 122 สถานีเดินรถภายในปี2561 แบ่งเป็นสถานีขนส่งท้องถิ่น 85 แห่ง สถานีขนส่ง บขส. 8 แห่ง สถานีขนส่ง ขบ.3แห่งและสถานีขนส่งเอกชนอีก 26แห่ง
ทั้งนี้การติดตั้งระบบดังกล่าวในสถานีขนส่งผู้โดยสารทั่วประเทศนั้นใช้ระบบเชื่อมโยงข้อมูลจากศูนย์จีพีเอสเพื่อลดปริมาณอุบัติเหตุของรถโดยสารสาธารณะและเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้โดยสาร สำหรับความคืบหน้าการติดตั้งระบบจีพีเอสของรถทุกประเภทรวมทั้งสิ้น 1 ล้านคัน ขณะนี้ติดตั่งจีพีเอสไปแล้ว 2.9 แสนคันคิดเป็น 29% โดยขบ.กำหนดให้รถที่อยู่ในข้อบังคับต้องติดตั้งจีพีเอสทุกคันภายในปี 2562 ส่วนด้านรถโดยสารสาธารณะและรถตู้ที่กำหนดติดตั้งจีพีเอสให้แล้วเสร็จทั้งหมดในปี 2560 นั้นขณะนี้ติดตั้งไปแล้ว 80% คิดเป็น 1.44 แสนคันจากทั้งหมดราว 1.8 แสนคัน
นายสนิท กล่าวต่อว่า ได้ให้ความสำคัญและเข้มงวดเรื่องการตรวจจับความเร็วของรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุก รวมถึงพนักงานขับรถให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ภายใต้โครงการมั่นใจทั่วไทย รถใช้ GPS ซึ่งเป็นการบังคับให้รถโดยสารสาธารณะทุกคัน และรถบรรทุกตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป ติดตั้ง “GPS Tracking” ควบคู่กับการติดตั้งเครื่องบ่งชี้พนักงานขับรถหรือเครื่องรูดใบขับขี่แสดงตัวตนพนักงานขับรถ พร้อมระบบการทำงาน Online แบบ Real-time เป็นเครื่องมือทางการบริหารจัดการที่สำคัญ ที่แจ้งพิกัด ความเร็ว ชั่วโมงการทำงานของผู้ขับขี่ เพื่อตรวจสอบการเดินรถ หากผู้ขับขี่ฝ่าฝืนเจ้าหน้าที่จะตักเตือนและแจ้งผู้ประกอบการให้รับทราบ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ
“ขณะนี้มีศูนย์บริการจัดการเดินรถระบบGPSทุกจังหวัดทั่วประเทศ ที่ผู้ประกอบการและภาคีเครือข่ายสามารถเข้าระบบมาตรวจสอบการเดินรถได้ ส่วนประชาชนทั่วไปก็สามารถตรวจสอบได้จากแอพพลิเคชั่น DLT GPS เช่นกัน ขณะนี้ ได้ติดตั้งระบบGPSไปแล้วประมาณ 290,000คัน หลังจากบังคับให้ติดตั้งระบบGPS พบว่า ปัญหาเรื่องความเร็วของรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกวิ่งรถลดลงอย่างชัดเจน” นายสนิท กล่าวและว่า ประโยชน์จากระบบติดตามรถ Online แบบ Real-time โดยสร้างระบบแจ้งเตือนเฝ้าระวังและป้องกัน รวมถึงการออกแบบระบบที่บริหารจัดการร่วมกันแบบ 360 องศา แทนการจับปรับ ลงโทษ ผู้กระทำผิดอย่างเดียว โดยพัฒนาระบบที่ใช้ข้อมูลชุด Database ที่เป็น Online ชุดเดียวกันมาบริหารร่วมกัน มาช่วยกันบริหาร คือ ศูนย์ GPS กลาง ที่กรมการขนส่งทางบก ร่วมกับ ศูนย์ GPS ขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ