รายงานพิเศษ | "ทช."มุ่งหน้าสานต่องานพระองค์ ร.9 ภูมิใจที่ได้รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท
อีกหนึ่งหน่วยงานที่ได้สนองงาน “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร” รัชกาลที่ 9 ในการแก้ไขปัญหาการจราจร ซึ่งพระองค์ร.9 เล็งเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และมีแนวโน้มที่จะมากขึ้นหากยังไม่ได้รับการแก้ไข นั้นคือ “กรมทางหลวงชนบท”
ทั้งนี้ “พิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน” อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) เล่าถึงงานที่ได้สนองงานพระองค์ ร.9 โดยยกตัวอย่างงาน “โครงการถนนวงแหวนอุตสาหกรรม (สะพานภูมิพล 1 และสะพานภูมิพล 2)ว่า พระองค์ ร.9 ทรงตระหนักถึงปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และกระทบถึงคุณภาพชีวิตของประชาชน จึงทรงมีแนวพระราชดำริ ซึ่งได้ก่อให้เกิดถนนวงแหวนขึ้นหลายสาย เป็นเสมือนเส้นทางเลี่ยงเมือง ที่ช่วยให้การจราจรลื่นไหลไปได้อย่างคล่องตัวเป็นวงรอบเมืองเพื่อเชื่อมโยงการเดินทางจากทุกภาคของประเทศให้ต่อเนื่องถึงกัน โดยไม่ผ่านใจกลางกรุงเทพฯ โดยเริ่มจากถนนรัชดาภิเษก เปิดการจราจรเมื่อ พ.ศ. 2536 ช่วยอานวยประโยชน์ให้กับผู้ที่สัญจรเข้าออกระหว่างใจกลางเมืองกับชุมชนรอบนอกให้สามารถเดินทางผ่านเมืองโดยไม่ต้องเข้าสู่ศูนย์กลางที่มีการจราจรคับคั่ง ถนนกาญจนาภิเษก เริ่มดำเนินการเมื่อ พ.ศ.2521 ช่วยให้การคมนาคมไปยังเมืองต่างๆ สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นโครงข่ายสาคัญที่เชื่อมต่อไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
ถนนวงแหวนอุตสาหกรรม เป็นโครงการพระราชดำริอีกโครงการหนึ่งที่พระองค์ ร.9 ทรงโปรดเกล้าฯ เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจร เป็นโครงข่ายถนนรองรับการขนถ่ายลำเลียงสินค้าจากท่าเรือกรุงเทพฯ ต่อเนื่องไปจนถึงพื้นที่อุตสาหกรรมในจังหวัดสมุทรปราการ และภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศ เพื่อไม่ต้องให้รถบรรทุกแล่นผ่านเข้าตัวเมือง
ถนนวงแหวนอุตสาหกรรมเป็นโครงการที่พระองค์ร.9ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแนวพระราชดำริเมื่อ พ.ศ. 2538 ที่ช่วยแก้ไขปัญหาจราจรได้เป็นอย่างดี โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2535 มอบหมายให้กรมโยธาธิการ ปัจจุบันคือ กรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง
-พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลากฤษ์ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2543
-กรมทางหลวงชนบทเริ่มดำเนินการก่อสร้าง เมื่อปี 2545 และแล้วเสร็จ เมื่อเดือนสิงหาคม 2549
-กรมทางหลวงชนบทได้ทดลองเปิดใช้งาน เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติ 60 ปี
-พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าเสด็จฯ พระราชชื่อสะพานทางทิศเหนือว่า “สะพานภูมิพล 1” และสะพานทางทิศใต้ว่า “สะพานภูมิพล 2” เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2552
การออกแบบและก่อสร้างสะพาน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางวิศวกรรมขั้นสูงเพื่อตอบสนองความต้องการและก้าวข้ามข้อจำกัดต่าง ๆ ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการใช้งาน มีความมั่นคง แข็งแรง และมีความงดงามทันสมัย โดยมีลักษณะเป็นสะพานขึงด้วยสายเคเบิล 2 ระนาบ สมมาตรกัน จัดเรียงสายเคเบิลแบบพัด มีเสาสะพานหลัก 2 เสา โดยไม่มีตอม่อในน้ำ ซึ่งในการพิจารณารูปแบบของสะพานได้คำนึงถึง ปัจจัยสาคัญหลายประการ ดังต่อไปนี้
๐ ความปลอดภัยในการเดินเรือ: เนื่องจากแม่น้าเจ้าพระยาช่วงบริเวณโครงการฯ เป็นทางโค้งและแคบ กระแสน้ำพัดแรงจึงกำหนดให้ตอม่อ สะพานอยู่บนบกเพื่อป้องกันอุบัติเหตุเรือชนตอม่อ
๐ สะพานความเหมาะสมทางวิศวกรรม: ช่วงความยาวในการข้ามแม่น้ำมีความเหมาะสมสำหรับการก่อสร้างเป็นสะพานขึงและสะพานแขวน แต่สภาพชั้นดินบริเวณโครงการฯ เป็นชั้นดินอ่อนไม่เหมาะสมกับการสร้างสมอยึดรั้งเคเบิลหลักใต้ดินซึ่งเป็นส่วนที่จำเป็นของสะพานแขวน
๐ ความประหยัด: สำหรับการก่อสร้างสะพานที่มีความยาวพื้นสะพานช่วงหลักประมาณ 300 – 400 เมตร สะพานขึงจะ คุ้มค่ากว่าสะพานแขวนมากโดยสะพานขึงที่ใช้เสาหลัก 2 เสาจะประหยัดงบประมาณกว่าแบบเสาสูงต้นเดียวได้เกือบครึ่ง
๐ ความสวยงาม: รูปลักษณ์สูงสง่าของเสาสะพานหลักการเรียงตัวที่สวยงามของสายเคเบิล และตัวสะพานขึงที่มีความโปร่ง โล่งตา ช่วยเพิ่มความโดดเด่นของทัศนียภาพ ไม่เพียงเท่านี้ ก่อนที่จะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับรูปแบบของสะพานขึงทีมีความเหมาะสมที่สุด ยังได้มีการพิจารณาในรายละเอียดแยกเฉพาะลงไปในโครงสร้างแต่ละส่วนของสะพาย ซึ่งจะได้กล่าวถึงในส่วนของการออกแบบและก่อสร้างโครงสร้างสำคัญต่าง ๆ ของสะพานขึงในโครงการสะพานภูมิพล 1 และ สะพานภูมิพล 2
๐ เสาสะพานขึง: เสาสะพานขึงเป็นองค์ประกอบสาคัญของสะพานขึง ทำหน้าที่รับน้ำหนักจากพื้นสะพานที่ถ่ายผ่านมาทางสายเคเบิล เปรียบเสมือนกับเป็นส่วนที่ยืนหิ้วพื้นสะพานเอาไว้ นอกจากนี้ยังเป็นโครงสร้างที่มีความโดดเด่นที่สุด ของสะพานขึง เนื่องจากเป็นเสาสูงขนาดใหญ่ที่ดึงดูดสายตาสามารถมองเห็นได้จากระยะไกล จึงจำเป็นต้องออกแบบให้มีความแข็งแรง คงทน ประหยัด งบประมาณในการก่อสร้าง รวมทั้งมีความสวยงามทางสถาปัตยกรรม เสาสะพานขึงมีรูปแบบรูปทรงที่หลากหลาย โดยในการออกแบบจะต้องพิจารณาปัจจัยและข้อจำกัดต่างๆ ประกอบด้วย ไม่ว่าจะเป็นความสูงของพื้นสะพาน รูปแบบการขึงสายเคเบิลขนาดของพื้นที่ในการก่อสร้าง งบประมาณ เป็นต้น
อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เล่าว่า พระองค์ร.9 เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ประทับเรือพระที่นั่งอังสนา ที่กองทัพเรือจัดถวาย ทรงเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ และทรงเปิดสะพานภูมิพล 1 และภูมิพล 2 ที่ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ อันน่าปลื้มปีติยินดีของพสกนิกรไทยทั่วแผ่นดิน เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 ที่ผ่านมา
และเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2556 ได้มีพิธีบรรจุแผ่นศิลาจารึกพระราชทานและอัญเชิญ องค์พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขึ้นประดิษฐาน ณ บริเวณสวนสุขภาพลัดโพธิ์ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ โดยนายธวัชชัย ทวีศรี อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี ผู้ได้รับพระบรมราชานุญาตจัดสร้างพระบรมรูปฯ เชิญหีบบรรจุแผ่นศิลาจารึกพระราชทาน และพลตารวจเอกวิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ปลัดกระทรวงคมนาคม สมับนั้น เชิญหีบบรรจุแผ่นศิลาจารึกพระราชทานจากแท่นรับ ขึ้นบรรจุไว้ใต้แท่นประดิษฐาน
อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เล่าต่อว่า ภารกิจสำคัญประการหนึ่งของกรมทางหลวงชนบท คือการสร้างเส้นทางเพื่อสนับสนุนงานโครงการหลวงทางภาคเหนือ นับเป็นความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการได้รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทพระองค์ร.9ในการสร้างเส้นทางในพื้นที่โครงการหลวง “ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ” เป็นศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแห่งที่ 39 โดยจัดตั้งขึ้นเพื่อสร้างอาชีพและแก้ไขปัญหาการปลูกฝิ่นอย่างยั่งยืนให้แก่ชาวไทยภูเขา ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ร.9 มูลนิธิโครงการหลวงจึงขอให้กระทรวงคมนาคมปรับปรุงเส้นทางเข้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ จำนวน 2 เส้นทาง ได้แก่ 1) เส้นทางสายแยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 105 (แม่สอด - แม่สะเรียง) จากบ้านไร่ หมู่ที่ 2 ตำบลขะเนจือ อำเภอแม่ระมาด - ศูนย์เลอตอ ระยะทางประมาณ 45 กิโลเมตร และ 2) เส้นทางสายบ้านแม่ตื่นน้อย ตำบลม่อนจอง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ - ศูนย์เลอตอ ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ซึ่ง ทช.พิจารณาแล้วเห็นว่าการปรับปรุงทางเข้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอมีความจำเป็นต้องดำเนินการโดยเร็ว จึงได้ปรับแผนแม่บทศูนย์พัฒนาโครงการหลวง ระยะ 5 ปี (2560 - 2564)
ในส่วนปีงบประมาณ 2561 เพื่อดำเนินการปรับปรุงเส้นทางช่วงที่มีความสำคัญลำดับแรก คือ สายแยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 105 (แม่สอด - แม่สะเรียง) จากบ้านไร่ หมู่ที่ 2 ตำบลขะเนจือ อำเภอแม่ระมาด - ศูนย์เลอตอ ระยะทาง 44.584 กิโลเมตร วงเงินงบประมาณ 257.1559 ล้านบาท แบ่งเป็น งบประมาณปี 2561 จำนวน 51.4311 ล้านบาท และปีงบประมาณ 2562 จำนวน 205.7248 ล้านบาท โดยมีรูปแบบการปรับปรุงเส้นทางตามมาตรฐานถนนหลวงภูเขา ผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง 4 - 5 เมตร ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ โดยหลีกเลี่ยงการตัดฟันต้นไม้ใหญ่ข้างทางเพื่อรักษาสภาพแวดล้อม ตามธรรมชาติไว้ให้มากที่สุด ปัจจุบันได้ดำเนินการสำรวจออกแบบแล้วเสร็จ ขณะนี้อยู่ในระหว่างขั้นตอนการจัดจ้างเพื่อหาผู้รับจ้างดำเนินการก่อสร้างต่อไป
สำหรับเส้นทางในส่วนที่เหลือ ถนนสายบ้านแม่ตื่นน้อย ตำบลม่อนจอง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ - ศูนย์เลอตอ ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ซึ่งมีความสำคัญลำดับรองลงมา ทช.ได้ปรับแผนแม่บทศูนย์พัฒนาโครงการหลวง ระยะ 5 ปี (2560 - 2564) ในส่วนปีงบประมาณ 2562 วงเงินงบประมาณเบื้องต้น 250 ล้านบาท เพื่อดำเนินการปรับปรุงเส้นทางส่วนที่เหลือต่อไป