ส.ภัตตาคารวอน 'บิ๊กตู่' ผ่อนคลายมาตรการบังคับ เร่งเยียวยาผู้ประกอบการร้านอาหาร

เศรษฐกิจ15 มิ.ย. 2564 • 10:00 น.
ส.ภัตตาคารวอน 'บิ๊กตู่' ผ่อนคลายมาตรการบังคับ  เร่งเยียวยาผู้ประกอบการร้านอาหาร
วันที่ 15 มิถุนายน 2564 นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย ได้ทำหนังสือถึง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. เพื่อเรียกร้องให้ผ่อนคลายมาตรการควบคุมร้านอาหารและมาตรการช่วยเหลือเยียวยา เนื่องจากตั้งแต่เกิดระบาดของโรคโควิด-19 ช่วงต้นปี 2563 จนถึงการระบาดระลอก 3 ปี 2564 ได้ส่งผลให้มีร้านอาหารจำนวน 50,000 ราย ต้องปิดกิจการ รวมทั้งร้านอาหารส่วนใหญ่ต้องแบกต้นทุนต่าง ๆ อาทิ ต้นทุนการผลิต ต้นทุนแรงงาน ต้นทุนค่าเช่า ต้นทุนค่าน้ำ ค่าไฟ ต้นทุนดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อนำมาหมุนเวียนกิจการ หากไม่ได้รับการช่วยเหลือเร่งด่วนอีก 2-6 เดือนข้างนี้ จะก่อให้เกิดปัญหาเลิกจ้างงาน ห่วงโซ่ซัพพลายเชนหยุดลงส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตโดยเฉพาะด้านการเกษตร เกิดภาระหนี้สินครอบครัว เกิดหนี้ NPL กับสถาบันการเงินต่าง ๆ เกิดปัญหาสังคมตามมา ซึ่งการถูกจำกัดจำนวนที่นั่งในร้าน และจำกัดระยะเวลาให้บริการนั่งรับประทานในร้าน รวมถึงการห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ในร้าน เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ สำหรับข้อเรียกร้องให้พิจารณาผ่อนคลายมาตรการบังคับ มีดังนี้ 1.ขยายระยะเวลานั่งรับประทานอาหารในร้านของพื้นที่ 4 จังหวัดควบคุมสูงสุดและเข้มงวดถึงเวลา 23:00 น. และให้ปิดร้านในเวลา 00:00 น. 2.เพิ่มจำนวนที่นั่งในร้านของพื้นที่ 4 จังหวัดควบคุมสูงสุดและเข้มงวด โดยใช้การแบ่งระดับตามมาตรการป้องกันของทางร้าน 50% ของพื้นที่ร้านสำหรับร้านที่ปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุขที ศบค.กำหนด (Thai Stop Covid) และ 80% สำหรับร้านอาหารที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน Amazing Thailand Safety & Health Administration (SHA) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ World Travel & Tourism Council (WTTC) ให้การยอมรับ และเมื่อมีมาตรฐานสูงดังนั้น จึงขออนุญาตให้ร้านอาหารที่มีมาตรฐานขั้นสูงสุด สามารถจำหน่ายและบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในร้านได้ ทั้งนี้พฤติกรรมของลูกค้าที่มาใช้บริการร้านอาหารจะเป็นการนั่งดื่มในวงจำกัดของแต่ละโต๊ะที่มาด้วยกัน และจะใช้เวลาในการรับประทานอาหารอยู่ในร้านเฉลี่ยประมาณ 2 ชั่วโมง ส่วนข้อเสนอเยียวยาเร่งด่วน ดังนี้ 1.จัดตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือทางการเงินเป็นการเฉพาะเกี่ยวกับภัตตาคารและร้านอาหาร ประกอบด้วยคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และตัวแทนจากผู้ประกอบการร้านอาหาร เนื่องจากที่ผ่านมามาตรการทางการเงินมีข้อจำกัดในการเข้าถึงสำหรับผู้ประกอบการภัตตาคารและร้านอาหารอย่างมาก เพราะมาตรการทางการเงินที่ออกมาเป็นการมองภาพรวมโดยใช้ฐานปัญหาของธุรกิจอื่น และธนาคารพาณิชย์มักจะไม่นำเสนอข้อมูลสินเชื่อตามมารการของรัฐให้กับผู้ประกอบการภัตตาคารและร้านอาหารทราบ และใช้เงื่อนไขของธุรกิจอื่น ๆ มาเป็นเกณฑ์พิจารณา 2.ออกมาตรการให้เจ้าของห้างสรรพสินค้า และผู้ให้เช่าที่ตั้งร้านลดค่าเช่าอย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือน โดยให้เจ้าของที่ดินอาคาร บุคคลทั่วไป ที่ให้ร้านอาหารเช่า สามารถนำส่วนลดไปลดหย่อนภาษีในรอบบัญชีถัดไป เพื่อจูงใจให้เกิดการลดค่าเช่าตามมา โดยรัฐไม่ต้องจ่ายชดเชย 3.งดการจัดเก็บภาษีรอบระยะเวลาบัญชี 1 ปีที่ผ่านมา ทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา สำหรับธุรกิจร้านอาหาร 4.ยืดระยะเวลาในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มออกไป 6 เดือน 5.ขอให้รัฐบาลงดจัดเก็บภาษีโรงเรือน จากเจ้าของธุรกิจร้านอาหาร เป็นเวลา 1 ปี 6.ลดค่าน้ำ ค่าไฟ 30 เปอร์เซ็นต์ให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน 7.มีมาตรการจ่ายค่าแรงคนละครึ่ง โดยให้พนักงานสามารถเบิกส่วนอีกครึ่งจากประกันสังคม หรือ อื่นๆเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน ทั้งนี้ หากรัฐบาลสามารถช่วยให้ผู้ประกอบการภัตตาคารและร้านอาหารสามารถผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ได้นอกจากจะช่วยลดภาระด้านงบประมาณของรัฐบาลลงได้แล้ว จะยังช่วยสร้างรายได้ให้กับรัฐกลับคืนมาเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาธุรกิจร้านอาหารเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตต่อเนื่องสร้างรายได้ 4 - 8 แสนล้านบาทต่อปี มีการสร้างงาน สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนให้กับประเทศมาโดยตลอด