คลังเปิดตัว 3 ดิจิทัลแพลตฟอร์มบนบล็อกเชน คืนภาษีนักท่องเที่ยวเริ่ม 28 พ.ย.นี้
4 หน่วยงานสังกัดกระทรวงการคลัง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือร่วมกับธนาคารกรุงไทย ในการดำเนินงานโครงการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนยกระดับเพิ่มประสิทธิภาพระบบงาน นำร่อง 3 โครงการ กรมสรรพากร-กรมศุลกากรจับมือพัฒนาระบบการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้นักท่องเที่ยว กรมบัญชีกลางยกระดับระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะพัฒนาการออมผ่านพันธบัตรอิเล็กทรอนิกส์ หนุนคนไทยเข้าถึงการออมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดขั้นตอน รวดเร็ว ปลอดภัย โปร่งใส ตรวจสอบได้
นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง เปิดเผยว่า จากบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินโครงการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน ของหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงการคลัง ที่ได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 27 ก.ย.62 ดังนั้นการลงนามความร่วมมือสำหรับแต่ละโครงการในวันนี้ (13 พ.ย.)จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของการ Execution โครงการใช้เทคโนโลยี Blockchain ประกอบด้วย 3 โครงการ ซึ่งจะนำกระทรวงการคลังไปสู่ Digital Platform อย่างเต็มรูปแบบ
สำหรับโครงการแรก การคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้นักท่องเที่ยว (VAT Refunds for Tourists) เป็นความร่วมมือกันระหว่างกรมสรรพากร กรมศุลกากร และธนาคารกรุงไทย ในการนำระบบบล็อกเชน มาใช้ในการคืนภาษีให้กับนักท่องเที่ยวผ่าน Mobile Application โดยในระยะที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มปีละไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน ยอดมูลค่าการซื้อสินค้าประมาณ 5 หมื่นล้านบาท และมีจำนวนนักท่องเที่ยวขอคืนภาษีเฉลี่ย 2 แสนรายต่อเดือน จากสถิติส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนที่ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสูงสุดประมาณร้อยละ 70 และชาวจีนส่วนใหญ่จะไม่นิยมใช้เงินสด เข้าสู่ยุคสังคมไร้เงินสด
“โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เริ่มเข้าสู่ยุคดิจิทัล ทำให้ภาครัฐต้องยกระดับการให้บริการเพื่อตอบสนองความต้องการ และต้องปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีใหม่ๆที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นการนำเทคโนโลยีบล็อกเชน มาใช้กับระบบการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้นักท่องเที่ยว ช่วยเพิ่มความโปร่งใส มีความปลอดภัยสูง ปลอมแปลงได้ยาก และสามารถตรวจสอบได้”
นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการของภาครัฐ โดยช่วยลดเรื่องการตรวจเอกสาร ลดการใช้กระดาษได้สูงสุด 10 ล้านใบต่อปี ลดต้นทุนในการจัดการ ลดความหนาแน่นของคิวที่สนามบิน ลดต้นทุนในการบริหารจัดการเงินสด และสามารถคัดแบบข้อมูลการเดินทางเข้า-ออกได้ทันที จากเดิมใช้เวลาประมาณ 2 เดือน เหล่านี้ล้วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวของประเทศ การกระจายรายได้ไปยังผู้ประกอบการรายย่อย การสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนระดับรากหญ้า ซึ่งขณะนี้โครงการได้ผ่านการทดสอบอย่างเต็มรูปแบบเรียบร้อยแล้ว และจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 28 พ.ย.นี้
ส่วนโครงการที่สอง ระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (Government Procurement : e-GP) ซึ่งประกอบด้วย 2 โครงการย่อยคือ 1.e-LG การออกหนังสือค้ำประกันอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ประกอบการในระบบ e-GP ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนและการตรวจสอบหลักประกันของผู้ประกอบการ และสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของหลักประกันที่นำมาใช้ โดยผู้ประกอบการสามารถขอ e-LG จากทุกธนาคารและผ่านระบบบล็อกเชนที่พัฒนา
2.e-Credit Confirmation โดยบล็อกเชนของ e-GP มีการรวบรวมข้อมูลประวัติของผู้ประกอบการนิติบุคคล รวมถึงระบบ Rating ของผู้ประกอบการตามผลงานในการทำงานกับภาครัฐ สามารถช่วยให้ผู้ประกอบการลดระยะเวลา และภาระของผู้ประกอบการในการจัดเตรียมเอกสาร เพื่อขอขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการและการยื่นเสนอราคา โดยจากข้อมูล ปี2562 ภาครัฐมีการจัดซื้อจัดจ้างกว่า 3.6 ล้านโครงการ วงเงินรวมกว่า1.4 ล้านล้านบาท ลดภาระให้ผู้ประกอบการกว่า 270,000 ราย เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างความโปร่งใสของระบบการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งช่วยผลักดันการใช้งบประมาณในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่รากหญ้าให้เร็วที่สุด
นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมโยงกับระบบของสถาบันการเงิน และระบบการประเมินคุณภาพแบบบูรณาการของผู้ประกอบการที่ร่วมงานกับภาครัฐได้อีกด้วย โดยในเดือนธ.ค.62 ผู้ประกอบการสามารถขอหนังสือรับรองวงเงินสินเชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Credit Confirmation )ของธนาคารกรุงไทยผ่านระบบ e–GP ได้ทันที โดยธนาคารกรุงไทยเป็นธนาคารแห่งแรกที่สามารถให้บริการดังกล่าวได้
ขณะที่โครงการที่สาม การออมผ่านพันธบัตรรัฐบาล ด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (DLT Scripless Bond) จะช่วยให้การออกพันธบัตรรัฐบาล การจำหน่าย รวมถึงการรับฝากหลักทรัพย์ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้ประชาชนทุกระดับชั้นสามารถเข้าถึงการออมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมให้เกิดความคล่องตัวทั้งในตลาดแรกและขยายตัวสู่ตลาดรองในอนาคต เสริมสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ด้วยระบบจองก่อนได้ก่อน (First Come First Serve) ในการจัดจำหน่าย และช่วยลดขั้นตอนในกระบวนการต่างๆ ให้มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ระบบบล็อกเชน ยังช่วยสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการจองซื้อพันธบัตร เพิ่มความสะดวกในการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนของตนเอง และสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ โดยลดระยะเวลาในกระบวนการออกใบพันธบัตรทั้งหมด จากเดิม 15 วันเหลือไม่ถึง 2 วัน โดยรัฐบาลจะเริ่มออกพันธบัตรออมทรัพย์รัฐบาลผ่านระบบบล็อกเชนในช่วงเดือน พ.ค.63
“นับเป็นก้าวแรกที่กระทรวงการคลังนำดิจิทัลสร้างเศรษฐกิจสู่ชุมชน และก้าวที่สำคัญในการบูรณการความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงการคลัง และองค์กรชั้นนำที่สำคัญของประเทศที่ให้เกียรติมาร่วมงานในครั้งนี้ เพื่อร่วมกันสร้างความแข็งแกร่ง ด้วยการนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีบล็อกเชน มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและประเทศชาติ เข้าสู่ Thailand 4.0 อย่างเต็มรูปแบบ”