สินค้าแพง! ระเบิดเวลาพร้อมถล่มรัฐบาล “ลุงตู่” ระดมสมอง-ความร่วมมือ เร่งดับชนวนก่อนสาย!

เศรษฐกิจ19 พ.ย. 2564 • 23:00 น.
สินค้าแพง! ระเบิดเวลาพร้อมถล่มรัฐบาล “ลุงตู่”  ระดมสมอง-ความร่วมมือ เร่งดับชนวนก่อนสาย!
ณ เวลานี้อะไรในประเทศตบเท้าพร้อมใจกันขึ้นราคา ไม่ว่าจะเป็นอาหาร น้ำมัน เครื่องอุปโภคบริโภค ล้วนแต่เดินหน้าไม่มีถอย ซ้ำเติมประชาชนที่หาเช้ากินค่ำ ต่างต้องก้มหน้ารับชะตากรรมแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนล่าสุด! “พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องโดดลงมาสั่งการด้วยตัวเอง โดยทราบว่าร้านอาหารตามสั่ง/อาหารจานด่วน มีการปรับราคาขึ้นหลายรายการ เนื่องจากช่วงนี้ วัตถุดิบที่ใช้ประกอบอาหารมีราคาสูง อาทิ น้ำมันปาล์ม ไข่ไก่ ผักสด สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าไปแก้ไขโดยด่วน และหากมองถึงสาเหตุของราคาสินค้าแพงในเวลานี้ ปัจจัยสำคัญ คือ “น้ำมัน” ตัวต้นเหตุใหญ่ที่ทำให้สินค้าพาเหรดกันขึ้นราคาแบบไม่เกรงใจใคร!?! ทั้งนี้เริ่มต้นจากราคาพลังงานที่ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา คนไทยต้องมีค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นเฉลี่ยลิตรละ 10 บาท ซึ่งเป็นไปตามราคาน้ำมันในตลาดโลกที่พุ่งเกินลิตรละ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล พอน้ำมันแพงได้ส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่าย ทั้งค่าขนส่งสินค้า ขณะที่สินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ เหล็ก สินค้าเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าต้นทางต่างพาเหรดขึ้นราคาแบบยกแผงเช่นเดียวกัน ต่อมาคือ “น้ำมันปาล์ม” ที่พุ่งราคาขวดละ 55-60 บาท อันนี้ก็อานิสงส์ด้านร้ายจากราคาพลังงานที่แพงขึ้น ทำให้น้ำมันปาล์มดิบที่ใช้ผลิตพลังงานทดแทนได้ปรับขึ้นตาม ส่งผลให้ผลปาล์มดิบปรับเพิ่มไปด้วย จากปกติ กก. 4-5 บาท วันนี้ทะลุไป 9-10 บาทแล้วแพงขึ้นในรอบ 10 ปี ทำเอาชาวสวนปาล์มหน้าบาน แต่แม่บ้าน พ่อค้าแม่ค้า ต้องหน้าเศร้า ซึ่งผู้ผลิตบอกน้ำมันปาล์มขวดที่ขายกันทุกวันนี้ยังถูกกว่าต้นทุนที่แท้จริง เพราะปัจจุบันน้ำมันปาล์มดิบ 45 บาท หากนำมาบรรจุขวดบวกภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว จะต้องขายเกิน 60 บาท ซึ่งมาจากราคาตลาดโลกสูงขึ้น ทำให้น้ำมันปาล์มขึ้นตาม เพราะฉะนั้นปัญหาของขาดตลาดคงไม่มี แต่จะให้ราคาถูกเหมือนก่อนคงไม่ได้ ดังนั้นการที่กรมการค้าภายในจะขอตั้งเพดานตรึงราคาคงไม่ง่าย เพราะหากทำแบบก่อนผู้ผลิตคงหนีนำน้ำมันปาล์มไปส่งออกหมด เพราะขายได้ราคาดีกว่า และอาจทำให้เกิดปัญหาน้ำมันปาล์มในประเทศขาดแคลนตามมา ดังนั้นจากราคาสินค้าที่ขึ้นต่อเนื่อง เมื่อผสมโรงเข้ากับสถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ในเวลานี้ จนผักสดราคาแพง ผักชี กก. 400 บาท ผักขึ้นฉ่าย กก. 300 บาท กลายเป็นแรงกระตุ้นให้อาหารสำเร็จรูป ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว ข้าวราดแกง อาหารตามสั่ง ปรับขึ้นตามมา ล่าสุดในหลายพื้นที่ “ราคาอาหารแพงขึ้นแล้วจานละ 10 บาท เป็น 50-60 บาท” เป็นการซ้ำเติมภาวะค่าครองชีพให้รุนแรงขึ้นไปอีก เพราะกลุ่มอาหารจานด่วนเป็นสินค้าที่คนส่วนใหญ่ใช้จ่ายบริโภคมากกว่าอาหารสด ที่สำคัญกลุ่มนี้พอขึ้นราคาแล้ว มักลดลงยาก แตกต่างจากผักสด เนื้อหมู ไข่ไก่ที่มีขึ้นลง ด้านผู้ประกอบการสินค้า "สนั่น อังอุบลกุล" ประธานกรรมการหอการค้า ไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า จากนี้ไปรัฐบาลต้องเร่งเตรียมหาแนวทางรับมือกับราคาสินค้า และค่าครองชีพที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเมื่อมีการเปิดประเทศ และเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว จะทำให้มีความต้องการสินค้าสูงกว่าเดิมแน่นอน ที่สำคัญยังเชื่อว่าราคาสินค้ายังมีโอกาสปรับขึ้นต่อไปได้อีกไปจนถึงปี 65 ซึ่งเป็นห่วงว่าอาจส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจได้ และเชื่อว่าอาจมีการเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาพิจารณาปรับค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้นในอนาคตก็เป็นไปได้ เช่นเดียวกับ “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” คุณณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฯ ระบุว่า กลุ่มครัวเรือนมีความกังวลเกี่ยวกับการครองชีพและค่าใช้จ่ายค่อนข้างมากจากดัชนีภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพที่ลดลงทั้งปัจจุบันและช่วง 3 เดือนข้างหน้า เหตุสำคัญคือเรื่องความกังวลเกี่ยวกับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งเรื่องราคาน้ำมันเพิ่มสูงจากราคาน้ำมันดิบโลกและราคาอาหารจากน้ำท่วมหนักในช่วงที่ผ่านมา และอาจใช้เวลาสักพักกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย นอกจากนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่มองว่า 41% จะปรับลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ส่วนอีก 39.4% จะใช้สินค้าอุปโภคบริโภคปริมาณน้อยลงต่อครั้ง เพื่อให้ใช้นานขึ้น ซึ่งวิธีการรับมือต่าง ๆ เห็นว่า ในช่วงที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังไม่สามารถกลับมาได้เต็มที่ ราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นจะฉุดรั้งการฟื้นตัวของภาคการบริโภคที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 อยู่แล้ว ขณะที่ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมล่าสุดที่เกิดขึ้นพบว่ามีผู้ได้รับผลกระทบ 14.2% โดยส่วนมากบ้านเรือนที่อยู่อาศัยได้รับความเสียหาย ซึ่งส่วนนี้ก็จะยิ่งทำให้ครัวเรือนต้องมีค่าใช้จ่ายเพื่อซ่อมแซม และกดดันกำลังซื้อในสภาวะที่กิจกรรมเศรษฐกิจต่าง ๆ กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวอีกด้วย ซึ่งยิ่งตอกย้ำเพราะน้ำมันขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนวัตถุดิบ ทั้งค่าขนส่งและค่าสินค้าปรับเพิ่มขึ้น รวมทั้งน้ำท่วมกระทบต่อพื้นที่เพาะปลูก ทำให้ราคาผักสดปรับเพิ่มขึ้นเกือบทุกชนิด ราคาสินค้าที่แพงขึ้นในเวลานี้ใช่จะเป็นเรื่องดี! เพราะคนที่เดือดร้อนคือประชาชนที่หาเช้ากินค่ำ! รัฐบาลต้องลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง! เพราะหากช้าไปกว่านี้ปัญหา “ราคาสินค้าแพง” อาจกลายเป็นจุดตายรัฐบาล “ลุงตู่” ก็เป็นได้!!