ธปท.เล็งออกเกณฑ์คุมแบงก์ปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ กดหนี้ครัวเรือนต่ำกว่า 80% เผยคนวัยทำงาน 25-29 ปีก่อหนี้เกินตัว

เศรษฐกิจ14 ก.พ. 2566 • 18:00 น.
ธปท.เล็งออกเกณฑ์คุมแบงก์ปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ กดหนี้ครัวเรือนต่ำกว่า 80% เผยคนวัยทำงาน 25-29 ปีก่อหนี้เกินตัว

นายจิตเกษม พรประพันธ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายส่งเสริมความรู้ทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า หลังจากเกิดโควิดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีสูงถึง 90.1% จากปี 62 อยู่ที่ 79.9% และปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 86.6% ซึ่งธปท.ไม่อยากให้หนี้ไม่เกิน 80% เพราะไม่เช่นนั้นจะฉุดรั้งเศรษฐกิจระยะยาว ซึ่งปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาโครงสร้างต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหา ถ้าไม่ทำอะไรจะเกิน 80%ไปเรื่อย ๆ จนถึงปี 70 และเห็นว่าการแก้ปัญหาไม่ใช่จะปรับโครงสร้างหนี้อย่างเดียว แต่ต้องทำอย่างไรให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อสามารถชำระหนี้ได้

ขณะเดียวกันพบว่าการเป็นหนี้ของคนไทยที่ทำให้เป็นหนี้สะสมเกิดจาก 8 ปัจจัยหลักคือ 1.เป็นหนี้เร็ว โดยคนวัยเริ่มทำงาน (อายุ 25-29 ปี) มากกว่า 58% เป็นหนี้ และ มากกว่า 25% เป็นหนี้เสีย (NPL) 2. เป็นหนี้เกินตัว โดยกู้เงินมาตลอดตั้งแต่เริ่มทำงานแรก ๆ เพื่อช่วยเหลือครอบครัวและใช้จ่ายส่วนตัว แต่เมื่อยอดหนี้สูงมาก ๆ ภาระที่ต้องจ่ายต่อเดือนก็สูงตาม จนสุดท้ายถูกหักหนี้จากเงินเดือนจนแทบไม่เหลือใช้ เกือบ 30% ของลูกหนี้บัตรเครดิตและหนี้ส่วนบุคคล มีหนี้เกิน 4 บัญชีต่อคน วงเงินรวมต่อคนสูงถึง 10-25 เท่าของรายได้ในแต่ละเดือน จนทำให้รายได้เกินกว่าครึ่งต้องเอาไปจ่ายคืนหนี้

3.เป็นหนี้โดยไม่ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนหรือถูกต้อง 4.เป็นหนี้เพราะมีเหตุจำเป็น โดยกว่า 62% ของครัวเรือนไทยมีเงินออมเผื่อฉุกเฉินไม่เพียงพอ และหากเกิดเหตุที่ทำให้รายได้ลดลง 20% จะมีครัวเรือนเกินครึ่งที่มีเงินไม่พอจ่ายหนี้ 5.เป็นหนี้นาน มากกว่า 1 ใน 4 ของคนอายุเกิน 60 ปี ยังมีภาระหนี้ที่ต้องผ่อนชำระ โดยมีหนี้เฉลี่ยสูงกว่า 415,000 บาทต่อคน รวมทั้งลูกหนี้มักผ่อนจ่ายขั้นต่ำ (เกือบ 40%) 6.หนี้เสีย ลูกหนี้ 10 ล้านบัญชีที่เป็นหนี้เสีย เกือบครึ่งหรือ 4.5 ล้านบัญชี เพิ่งเป็นหนี้เสียในช่วงโควิด-19 และ 7.เป็นหนี้ไม่จบไม่สิ้น เกือบ 20% ของบัญชีหนี้เสียถูกยื่นฟ้อง โดย 1 ใน 3 ของลูกหนี้ในคดีที่จบด้วยการยึดทรัพย์มาขายทอดตลาดแล้ว ก็ยังปิดหนี้ไม่ได้ 8. หนี้นอกระบบ 42% ของกว่า 4,600 ครัวเรือนที่สุ่มตัวอย่างจากทั่วทุกภูมิภาค มีหนี้นอกระบบเฉลี่ยคนละ 54,300 บาท

ทั้งนี้เห็นว่าหนี้ที่ต้องเร่งแก้ไขคือ หนี้เสียที่เกิดขึ้นในช่วงโควิดส่วนใหญ่เป็นหนี้ส่วนบุคคล และหนี้ในภาคเกษตร จำนวน 4.5 ล้านบัญชี เกิดจากธนาคารเฉพาะกิจ 70% นอนแบงก์ 20% และแบงก์ 10% ส่วนหนี้ที่เป็นปัญหาเรื้อรัง ยังไม่เป็นหนี้เสีย แต่ปิดจบไม่ได้ เช่น กู้หนี้ใหม่ไปจ่ายหนี้เก่า จ่ายขั้นต่ำหนี้บัตรกดเงินสด กู้สหกรณ์เพิ่มตามเงินเดือนที่เพิ่มจนเกษียณ หนี้เกษตรกรที่ชำระดอกเบี้ยเป็นหลักหนี้ใหม่ที่เพิ่มขึ้นเร็วและอาจเป็น หนี้เสียหรือเรื้อรังในอนาคต ได้แก่ หนี้ภาคเกษตร และหนี้บัตรเครดิตและหนี้ส่วนบุคคล หนี้ที่ยังไม่รวมในตัวเลขหนี้ครัวเรือน แต่มีปัญหา/อาจเกิดปัญหาในอนาคต เช่น หนี้ กยศ. และสินเชื่อสหกรณ์อื่น (7 แสนล้านบาท หรือ 4.3% ของ GDP) รวมทั้งหนี้นอกระบบ

โดยหนี้ครัวเรือนไทย หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและยั่งยืน จะสร้างปัญหาที่รุนแรงและส่งผลกระทบต่อประเทศโดยรวม ทั้งฉุดรั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจ เพราะรายได้ส่วนใหญ่ ลูกหนี้ต้องนำไปจ่ายคืนหนี้แทนการใช้จ่ายทั่วไปในชีวิตประจำวัน,เสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน ซึ่งหากลูกหนี้จำนวนมาก ไม่สามารถชำระหนี้ได้ก็จะกระทบต่อฐานะเจ้าหนี้ ปัญหาหนี้เสียจะลุกลามจนกลายเป็นวิกฤต และเกิดปัญหาด้านอื่นๆตามมาเช่น ชีวิตและทรัพย์สินของคนในสังคมไม่ปลอดภัย เกิดปัญหาอาชญากรรมตามมา รวมทั้งปัญหาด้านสุขภาพจิต เป็นต้น

ทั้งนี้หากไม่ทำอะไรเพิ่มเติม คาดว่าหนี้ครัวเรือนจะสูงกว่า 80% ของ GDP ที่เป็นระดับควรเฝ้าระวัง และอาจฉุดรั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจ สร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน และอาจลุกลามไปเป็นปัญหาสังคม ซึ่งจะยิ่งแก้ไขได้ยากขึ้น ดังนั้นการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ต้องทำอย่างครบวงจรให้เหมาะกับลักษณะและสาเหตุของปัญหาในแต่ละช่วงของการเป็นหนี้ และต้องทำอย่างถูกหลักการคือ แก้ให้ตรงจุด ไม่สร้างภาระเพิ่มให้ลูกหนี้ ไม่ลดโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อ และตั้งใจจริง ซึ่งทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน ทั้งเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และภาครัฐ

โดย ธปท. จึงได้จัดทำ "แนวทางการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน" โดยมีแนวทางการดำเนินการสำหรับลูกหนี้กลุ่มที่ต้องเร่งแก้ไข ดังนี้ 1.หนี้เสียที่มีอยู่ในปัจจุบัน : เร่งรัดการปรับโครงสร้างหนี้ตามมาตรการแก้หนี้ระยะยาว การกำหนดให้เจ้าหนี้ต้องมีบริการให้คำปรึกษาแก้หนี้ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ของลูกหนี้ การสร้างตัวช่วยลูกหนี้ โดยให้มีคนกลางทำหน้าที่ให้คำแนะนำด้านการแก้หนี้และไกล่เกลี่ยหนี้ และการผลักดันให้มีกฎหมายที่ช่วยให้ลูกหนี้รายย่อยทั่วไปที่ไปต่อไม่ไหวได้เข้ากระบวนการฟื้นฟูหรือขอล้มละลายได้ด้วยตนเอง

2.หนี้ที่เป็นปัญหาเรื้อรัง : ให้ลูกหนี้เห็นทางปิดจบหนี้ได้ โดยจะผลักดันให้มีแนวทางแก้ไขปัญหา เริ่มจากหนี้บัตรกดเงินสดที่เป็นหนี้เรื้อรังของลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง มีอายุมากและมีปัญหาทางการเงินรุนแรงก่อน

3. หนี้ใหม่ที่เพิ่มขึ้นเร็วและอาจเป็นหนี้เสียหรือเรื้อรังในอนาคต : ธปท.จะออกเกณฑ์เพื่อให้เจ้าหนี้ปล่อยสินเชื่อด้วยความรับผิดชอบ (responsible lending) และกำหนดให้เจ้าหนี้ปล่อยสินเชื่อ โดยคำนึงถึงความสามารถในการจ่ายหนี้คืน และลูกหนี้ยังมีเงินเหลือพอดำรงชีพ (macroprudential policy) รวมถึงสร้างแรงจูงใจให้เจ้าหนี้สินเชื่อรายย่อยคิดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงของลูกหนี้แต่ละราย (risk-based pricing) พร้อมผลักดันให้เจ้าหนี้อื่นเห็นพฤติกรรมดีของลูกหนี้ เพื่อกระตุ้นการรีไฟแนนซ์หนี้ไปยังดอกเบี้ยที่ถูกลง ทั้งนี้ประมาณไตรมาส 2 ปีนี้ ธปท.จะเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักเกณฑ์ที่ให้เจ้าหนี้ปล่อยสินเชื่อด้วยความรับผิดชอบ และคำนึงถึงความสามารถในการจ่ายคืนของลูกหนี้ คาดว่าจะประกาศหลักเกณฑ์ดังกล่าวในไตรมาส 3 เพื่อที่จะมีผลบังคับใช้ได้ราวปลายปีนี้

4.หนี้ที่ยังไม่อยู่ในตัวเลขหนี้ครัวเรือน อาทิ หนี้ กยศ. สินเชื่อสหกรณ์อื่น และหนี้นอกระบบ : จะมีการติดตามข้อมูลให้ครอบคลุมลูกหนี้ต่าง ๆ มากขึ้น และผลักดันให้มีการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลต่างๆในการประเมินและติดตามสินเชื่อ อาทิ ข้อมูลพฤติกรรมการจ่ายเงิน เพื่อให้ลูกหนี้เข้าถึงสินเชื่อในระบบมากขึ้นและด้วยต้นทุนการกู้ยืมที่ตรงตามความเสี่ยงของตน

ทั้งนี้ ธปท.จะเร่งผลักดันการแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนตามแนวทางที่วางไว้ ผ่านกระบวนการรับฟังความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บังคับใช้ได้จริงเหมาะสมกับปัญหาของลูกหนี้แต่ละกลุ่ม สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจการเงิน และสามารถดูแลหนี้ครัวเรือนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้ภาคครัวเรือนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ลดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและเสถียรภาพการเงินในระยะยาว และภาคการเงินมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง พร้อมรองรับการพัฒนาด้านดิจิทัลและการปรับตัวไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมได้

น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน 1 ธปท. เปิดเผยถึงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทย และแนวทางการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนว่า ตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงสถานการณ์โควิด-19 เริ่มระบาด และส่งผลกระทบทางการเงินต่อทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจนั้น ธปท.ได้ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านมาตรการต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการทางการเงินแบบปูพรม และมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้แบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งครอบคลุมการแก้หนี้เดิม การเติมเงินใหม่ และการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านช่องทางอื่นๆ เพิ่มเติม

โดยข้อมูลการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ครัวเรือน และลูกหนี้ธุรกิจในการแก้หนี้เดิม มีทั้งสิ้นรวม 3.95 ล้านบัญชี คิดเป็นมูลหนี้ 2.98 ล้านล้านบาท โดยในจำนวนนี้ แยกเป็น ลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ และ non-bank 1.58 ล้านบัญชี คิดเป็นมูลหนี้ 1.89 ล้านล้านบาท และลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 2.37 ล้านบัญชี คิดเป็นมูลหนี้ 1.09 ล้านล้านบาท ส่วนการให้สินเชื่อใหม่ (ข้อมูลถึงวันที่ 6 ก.พ.66) มีทั้งสิ้น 137,462 ราย คิดเป็นยอด 348,897 ล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อฟื้นฟู 59,675 ราย ยอดรวม 210,679 ล้านบาท ส่วน Soft Loan 77,787 ราย ยอดรวม 138,220 ล้านบาท

อย่างไรก็ดีจากมาตรการความช่วยเหลือดังกล่าว อาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้หนี้ครัวเรือนลดลงต่ำกว่าระดับที่ต้องเฝ้าระวัง (ระดับ 80% ขึ้นไป) โดยล่าสุด ณ ไตรมาส 3/2565 หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ระดับ 86.8% ของ GDP ลดลงจากที่เคยขึ้นไปสูงสุดที่ระดับประมาณ 90% ในช่วงสถานการณ์โควิดระบาดหนักในปี 2563-2564 ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวเศรษฐกิจไทยหดตัว ทำให้เกิดปัญหาหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง ส่วนใหญ่เป็นหนี้ส่วนบุคคล และหนี้เกษตรที่ขยายตัวรวดเร็ว เมื่อมองไปข้างหน้า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ระดับหนี้ครัวเรือนกลับไปสู่จุดที่มีเสถียรภาพได้ โดย ธปท.คาดการณ์ว่าหากไม่มีการดำเนินการใดๆในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนจะทำให้ในปี 2570 หนี้ครัวเรือนไทยจะอยู่ที่ระดับ 84% ของ GDP