อดีตรมว.คลัง ชี้พรบ.อีอีซี เบียดบังวิถีชีวิต-ผลประโยชน์ชาติ

เศรษฐกิจ25 ส.ค. 2562 • 11:51 น.
อดีตรมว.คลัง ชี้พรบ.อีอีซี เบียดบังวิถีชีวิต-ผลประโยชน์ชาติ
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กเรื่อง'พรบ.อีอีซี เบียดบังวิถีชีวิต และผลประโยชน์ชาติ' ความว่า...
“พรบ.อีอีซี เบียดบังวิถีชีวิต แหล่งอาหาร และผลประโยชน์ชาติ” ประเทศไทยใช้ส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมมา 53 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2509 ซึ่งเรื่องนี้ควรต้องยึด 3 หลักการ หลักการที่หนึ่ง ใช้ที่ดินอย่างเป็นธรรม ทั้งระหว่างชาวบ้านกับนายทุน และระหว่างอุตสาหกรรมกับเกษตรกรรม หลักการที่สอง ให้ประโยชน์นายทุนแต่พอดี ไม่ใช่มากเกินจำเป็น หลักการที่สาม ไม่เปิดช่องทุจริต ขายสมบัติชาติ รับใช้นายทุน แต่ พรบ.อีอีซี ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์(1) ทำลาย 3 หลักการนี้อย่างหนัก ทำลายหลักการที่หนึ่ง กฎหมายให้อำนาจ ’คณะกรรมการนโยบายอีอีซี’ แบบเด็ดขาดในการกำหนดผังเมืองขึ้นใหม่ เปิดช่องให้เปลี่ยนพื้นที่เกษตร ซึ่งซื้อได้ราคาต่ำ ไปเป็นอุตสาหกรรม ซึ่งขายได้ราคาสูง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว กระทบรอยต่อฉะเชิงเทราและชลบุรี ทั้งที่พื้นที่นี้เป็นแหล่งผลิตลูกพันธุ์อาหารทะเลสำคัญของประเทศ ลูกปลากระพง 1,000 ล้านตัว/ปี ลูกปลานิล 2,000 ล้านตัว/ปี ลูกกุ้ง 50% ของประเทศ พื้นที่นี้มีคุณสมบัติพิเศษ เพราะชุ่มน้ำ ในฤดูน้ำเค็มหลาก จะพาลูกสัตว์น้ำเข้า ในฤดูน้ำฝนหลาก จะพาอาหารเข้า ทำให้สัตว์น้ำเติบโต การรวบอำนาจทำผังเมือง ยกเลิกการถ่วงดุลหลายฝ่าย เปิดช่องให้นายทุนซื้อที่ดินเกษตรพื้นที่สีเขียวราคาถูก วิ่งเต้นกับผู้มีอำนาจ เปลี่ยนไปเป็นพื้นที่สีม่วง เพื่อให้สามารถตั้งโรงงานอุตสาหกรรมขึ้นได้ ซึ่งไม่เป็นธรรมทั้งแก่ชาวบ้าน และคนไทยผู้บริโภคอาหารทุกคน ทำลายหลักการที่สอง กฎหมายนี้ เพิ่มสิทธิพิเศษให้แก่นักลงทุน มากกว่าสิทธิส่งเสริมเดิม ตัวเพิ่มที่สำคัญที่สุดคือ ให้ต่างชาติสามารถเช่าที่ดินได้นานถึง 99 ปี และต่างชาติสามารถเอาไปให้เช่าช่วงได้ด้วย จึงเป็นครั้งแรก ที่เปิดให้นายทุนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างเป็นล่ำเป็นสัน เพื่อขายต่อแก่ต่างชาติด้วยกัน ทั้งที่อสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่ธุรกิจไฮเทค ที่จำเป็นต้องอาศัยความรู้พิเศษจากต่างชาติ นอกจากนี้ ยังให้สิทธิผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเข้ามาทำงาน โดยได้ยกเว้นหรือลดหย่อนภาษี รวมไปถึงคู่สมรสและพ่อแม่ ถามว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์(1)ปรนเปรอนายทุนต่างชาติถึงขั้นนี้ มีเหตุผลสมควรหรือไม่? ตอบว่า ไม่มี เพราะสงครามการค้าจีน-สหรัฐ ซึ่งจะยืดเยื้อยาวนานไปอีกหลายปีนั้น กำลังบีบให้นายทุนต่างชาติย้ายฐานการผลิตออกจากจีน ซึ่งนายทุนลี้ภัยเหล่านี้ จะมีทั้งคนจีนและคนประเทศอื่น สำหรับสินค้าบางตัวที่ใช้ทักษะต่ำ เช่น เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ย่อมจะกระจายไปได้หลายประเทศ แต่สำหรับสินค้าหลายตัวที่ซับซ้อน มีชิ้นส่วนมาก จะไม่สามารถย้ายฐานไกลจากจีน เพราะ cluster ผู้ผลิตชิ้นส่วนยังอยู่ในจีน ดังนั้น ฐานใหม่ที่เหมาะสมที่สุด ก็คืออาเซียน แค่การย้ายฐานออกจากจีน 5-10% อาเซียนก็แน่นไปหมดแล้ว จะรับไม่ไหวอยู่แล้ว ดังนั้น แค่ให้สิทธิส่งเสริมการลงทุนตามเดิม ก็เหลือแหล่อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องยั่วยวน เปลื้องผ้า โดยไม่จำเป็น ทำลายหลักการที่สาม กฎหมายนี้รวบอำนาจ ที่เดิมกระจายและถ่วงดุลอยู่หลายหน่วยราชการ เอามาทุบโต๊ะอยู่ที่ ’คณะกรรมการนโยบายอีอีซี’ แบบเด็ดขาด จึงเปิดช่องให้นายทุนสามารถกำกับอย่างง่ายดาย อยู่เบื้องหลังพวงมาลัยของเรือแป๊ะ ให้ข้าราชการเสนอมาตรการที่เอื้อให้ตนเองร่ำรวย และยังมีการให้อำนาจสำนักงานอีอีซี สามารถทำการอนุมัติต่างๆ แทนหน่วยราชการอื่นอย่างกว้างขวาง เรียกว่าเป็น one stop lobby ถามว่า มีการให้อำนาจอะไร ที่เกินเลยไปกว่านโยบายส่งเสริมการลงทุนปกติ ที่ใช้มาดี 53 ปี ตอบว่า (ก) อำนาจเวนคืนที่ดิน (ข) อำนาจใช้ที่ดิน สปก. โดยเปลี่ยนจากเกษตรเป็นอุตสาหกรรม (ค) อำนาจใช้ที่ราชพัสดุ และกฎหมายบัญญัติอีกว่า เมื่อสำนักงานอีอีซีได้ที่ดินมาแล้ว ให้สามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้ และผู้เช่าก็เอาไปให้เช่าช่วงได้อีกทอดหนึ่ง นอกจากนี้ ยังเปิดให้ล้วงถึงที่ดินในจังหวัดต่อเนื่อง เช่น กรุงเทพ และให้คณะกรรมการมีอำนาจอนุมัติการร่วมลงทุนกับเอกชน รวมไปถึงการให้สิทธิและสัมปทานต่างๆ อย่างกว้างขวาง นี่เอง เป็นกฎหมายมหัศจรรย์ที่ออกโดยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์(1) ที่จะสามารถรับใช้นายทุน และเกาะกินประเทศไปอีกยาวนาน ผู้อ่านที่สนใจ ควรฟังเวทีสภาที่ ๓ ที่ตรวจสอบเรื่องนี้ในวันที่ 25 สิงหาคม 2562