ธพว.ยันผลตัดสินคดี FRCD ไม่กระทบสถานภาพ-สภาพคล่องการเงิน แจงกันสำรองไว้พอ

เศรษฐกิจ25 มี.ค. 2563 • 10:40 น.
ธพว.ยันผลตัดสินคดี FRCD ไม่กระทบสถานภาพ-สภาพคล่องการเงิน แจงกันสำรองไว้พอ
น.ส.นารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทยหรือ ธพว.เปิดเผยว่า จากกรณีธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน)หรือ SCBT เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ธพว.เรียกชำระเงินตามสัญญาอนุพันธ์ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนพื้นฐาน (Cross Currency Swap : CCS)และสัญญาป้องกันความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Swap : IRS)บนบัตรเงินฝากอัตราดอกเบี้ยลอยตัวหรือ Floating Rate Certificates of Deposit (FRCD) ซึ่งกรณีพิพาทดังกล่าวเป็นธุรกรรมที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2549 และต่อมาได้ต่อสู้คดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2558 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง ธพว. ต่อมา SCBT ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ กระทั่งวันที่ 22 มิถุนายน 2560 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับให้ ธพว.ชำระเงินตามฟ้องรวมทุนทรัพย์ฟ้อง 5,597 ล้านบาท ทาง ธพว.จึงใช้สิทธิ์ฎีกา และที่สุดวันที่ 24 มีนาคม 2563 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาตัดสินให้ยืนตามศาลอุทธรณ์ ทั้งนี้ ธพว.ได้วางแผนกันเงินสำรองล่วงหน้าตั้งแต่มีกรณีพิพาท ทำให้มีเงินทุนสำรองเพียงพอ ดังนั้นการชำระเงินจึงไม่มีผลกระทบต่อสถานภาพทางการเงินของ ธพว.แต่อย่างใด รวมถึงผู้ฝากเงินหรือเจ้าหนี้ ไม่ได้รับผลกระทบใดๆด้วยเช่นกัน เนื่องจาก ธพว.มีสถานภาพทางการเงินแข็งแกร่ง มั่นคงและมีเสถียรภาพ เพราะเป็นสถาบันการเงินหลักของรัฐบาล ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง และกระทรวงอุตสาหกรรม มีสถานะความมั่นคงทางการเงิน โดยกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ถึง 99.1758% ทั้งนี้มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) 10.02% เกินกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)กำหนด อีกทั้งรัฐบาลให้ความสำคัญต่อ ธพว. เพราะเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของภาครัฐที่มีหน้าที่หลักในการส่งเสริม สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้เข้าสู่ความรู้คู่เงินทุน ทั้งนี้ ธพว.ได้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าว และรายงานงบการเงินในรายงานประจำปีของทุกปีที่ผ่านมา สำหรับการดำเนินการกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมดังกล่าว ธพว.ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยบุคคลที่เกี่ยวข้อง และได้ลงโทษไล่ออกพนักงาน 4 ราย รวมถึงยื่นเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) หากได้สรุปผลประการใดจาก ป.ป.ช. ทาง ธพว.จะดำเนินการกับบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต่อไป