“สุริยะ”ยันอุตสาหกรรมโหวตแบน 3 สารอันตรายแน่นอน ยันมีช่องทางช่วยเกษตรกรใช้สารอื่นแทน

เศรษฐกิจ21 ต.ค. 2562 • 17:48 น.
“สุริยะ”ยันอุตสาหกรรมโหวตแบน 3 สารอันตรายแน่นอน ยันมีช่องทางช่วยเกษตรกรใช้สารอื่นแทน
“สุริยะ”ยัน 3 เสียงกระทรวงอุตสาหกรรมโหวตแบน 3 สาร พร้อมมีแนวทางใช้สารอื่นแทนบรรเทาผลกระทบเกษตรกร สมาพันธ์เกษตรฯจี้ปลดล็อกใช้สาร 3 ชนิดจนกว่าจะมีสารอื่นทดแทน ด้านเกษตรกรคัดค้านการแบน 3 สาร พร้อมฟังการตัดสิน 22 ต.ค.นี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมยืนยันในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายวันพรุ่งนี้ (22 ต.ค.)ซึ่งมีวาระพิจารณาเรื่องการยกเลิกใช้สาร 3 ชนิดในภาคเกษตรกรรม ได้แก่ สารคลอร์ไฟริฟอส พาราควอต และไกลโฟเซต ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นกรรมการ 3 คน จากทั้งหมด 29 คน จะลงคะแนนให้มีการยกเลิกการใช้สาร 3 ชนิดแน่นอน และเบื้องต้นทราบว่ากระทรวงสาธารณสุขก็จะโหวตยกเลิกเช่นกัน ขณะที่กรรมการคนอื่นก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจ ทั้งนี้เนื่องจากกระทรวงอุตสาหกรรมห่วงใยสุขภาพประชาชนตามข้อมูลที่ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆออกมาระบุว่าสาร 3 ชนิดเป็นมลพิษ โดยทางกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่ามีแนวทางการใช้สารอื่นทดแทนสาร 3 ชนิดที่จะยกเลิก เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับเกษตรกร รวมทั้งมีแนวทางเยียวยาผลกระทบราคาสารทดแทนที่อาจทำให้ต้นทุนเกษตรกรสูงขึ้น ส่วนการเปิดเผยผลการลงมติแบนสาร 3 ชนิดจะเป็นที่เปิดเผยต่อสาธารณะหรือไม่ เป็นสิทธิ์ของที่ประชุม แต่ปกติการประชุมต่าง ๆ ก็รับทราบกันภายในอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้ออกมาบอกว่ากรรมการคนไหนโหวตอย่างไร อย่างไรก็ตามหลังจากพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย ฉบับที่ 4 พ.ศ.2562 มีผลบังคับใช้วันที่ 27 ต.ค.นี้ส่วนตัวพร้อมที่จะนั่งเป็นประธานกรรมการวัตถุอันตรายโดยตำแหน่งตามกฎหมายกำหนด จากปัจจุบันนายภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม รักษาราชการแทน รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน และมีผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม 2 คนร่วมเป็นกรรมการคือ นายประกอบ วิวิธจินดา ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม รักษาราชการแทนอธิบดีกรมโรงงาน และนายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ตามกฎหมายปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมไม่มีสิทธิ์ในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เพราะระเบียบเขียนไว้ชัดเจนว่าให้รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมที่ดูแลคลัสเตอร์ทำหน้าที่ประชุมตามภารกิจ อย่างไรก็ตามได้รวบรวมข้อเสนอของหน่วยงานต่างๆที่ส่งมากระทรวงอุตสาหกรรม ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกใช้ 3 สาร เพื่อนำมาหารือกันในที่ประชุมต่อไป นายเลียบ บุญเชื่อง ประธานชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน กล่าวว่า ชมรมฯ ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เพื่อขอให้ทบทวนการยกเลิกใช้สารเคมี พาราควอต ไกลโฟเซต ที่จำเป็นต่อเกษตรกรชาวไร่อ้อยกว่า 200,000 ราย เพราะขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่าส่งผลกระทบต่อรางกายตามที่มีการกล่าวอ้าง และหากงดหรือยกเลิกต้องมีสารชนิดอื่นสามารถทดแทนกันได้ราคาที่ถูกกว่า แต่คุณภาพเท่าเทียมกับสารปัจจุบันที่ใช้อยู่ ซึ่งเรื่องนี้ต้องให้เวลาชาวไร่อ้อยทำความเข้าใจและปรับตัวอย่างน้อย 2-3 ปี ขณะเดียวกันสมาคมเกษตรปลอดภัย สมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียนและมังคุดแห่งประเทศไทย สมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดชุมพร ชมรมผู้ปลูกมะนาวแห่งประเทศไทย ศูนย์ประสานงานโรงงานน้ำตาลลุ่มน้ำแม่กลอง กลุ่มเกษตรกรผู้รวบรวมข้าวโพดหวาน สมาคมส่งเสริมธุรกิจพืชอาหารสัตว์ สมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย สภาเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย ประกาศความร่วมมือ คัดค้านแบน 3 สาร พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส วอนรัฐหยุดปล้นเกษตรกร พร้อมเกษตรกรกว่า 1,000 ราย เดินทางไปรับฟังผลการตัดสินวันที่ 22 ต.ค.นี้ที่กระทรวงอุตสาหกรรม นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยกล่าวว่า ไทยเป็นประเทศกสิกรรม พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่นอกเขตชลประทาน ต้องพึ่งพาน้ำฝนเอาแน่เอานอนไม่ได้ บางปีแล้ง บางปีท่วม รวมทั้งพืชปลูกส่วนใหญ่ก็ป้อนโรงงานอุตสาหกรรมหรือเรียกว่าเกษตรอุตสาหกรรม สารเคมีเกษตรเป็นปัจจัยการผลิตที่จำเป็นต่อการทำเกษตรอุตสาหกรรม เพราะไม่เพียงผลิตเพื่อใช้อุปโภคหรือบริโภคในประเทศเท่านั้น แต่ยังแข่งขันกับตลาดโลก ไม่ได้ปลูกไว้กินเองเหลือค่อยมาขายเหมือนในอดีต “เกษตรอุตสาหกรรมนี้เองคือ ตัวสำคัญที่สร้าง GDP ให้ประเทศได้มากที่สุด สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้กลับมากระจายในประเทศต่อไป ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เกษตรกรทราบดีว่าควรใช้ยาตัวไหน ช่วงไหน ปริมาณเท่าไร เพื่อต่อสู้กับวัชพืชและศัตรูพืช หลายสิบปีที่ผ่านม สามารถส่งออกพืชเศรษฐกิจกันได้ไม่มีปัญหา ด้วยระบบเกษตรปลอดภัยสามารถใช้สารเคมีเกษตรตามมาตรฐาน GAP ซึ่งเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก การทำเกษตรอินทรีย์ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่เหมาะกับเกษตรอุตสาหกรรม เนื่องจากต้นทุนที่สูงกว่า ผลผลิตต่ำกว่า รวมทั้งเกษตรอินทรีย์ในฝันแบบ 100% แทบไม่มีเลยในประเทศไทย” โดยสารชีวภัณฑ์ที่รัฐเคยส่งเสริมการใช้ ในความเป็นจริงกรมวิชาการเกษตรเองก็เคยนำไปตรวจสอบกลับพบว่า เป็นสารเคมีเกษตรผสมแล้วนำมาขายบอกว่าเป็นอินทรีย์ การจัดการแก้ไขปัญหาสารเคมีด้วยการยกเลิกสารชนิดหนึ่ง แล้วภาครัฐแนะนำให้ใช้สารเคมีอีกชนิดหนึ่งแทน โดยเฉพาะกลูโฟซิเนต เป็นสิ่งที่เกษตรกรยอมรับไม่ได้ เนื่องจากสารดังกล่าวมีราคาที่สูงกว่า ประสิทธิภาพต่ำกว่า และมีข้อมูลที่บอกว่าจะสะสมเป็นผลระยะยาวกับสุขภาพ หนึ่งเหตุผลที่ต้องการแบนสารเคมี เนื่องจากไม่ต้องการให้เกษตรกรใช้สารเคมี แต่กลับแนะนำสารเคมีให้ใช้อีก แสดงว่า หน่วยงานรัฐไปรับอะไรมาหรือไม่ ถึงมีความพยายามแบน และผลักดัน กลูโฟซิเนต ให้เกษตรกรใช้มากขนาดนี้ นอกจากนี้ข้อเสนอแนะที่ให้เกษตรกรใช้แรงงาน หากคิดแค่เพียง 60 ล้านไร่ เฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่จำเป็นต้องใช้พาราควอตได้แก่ ผู้ปลูกอ้อย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ทุเรียน มะพร้าว ยังไม่รวมผลไม้ชนิดอื่น อาทิ แก้วมังกร มังคุด ฝรั่ง และอื่น ๆ จะเสียค่าใช้จ่ายแรงงานสูงถึง 1.3 ล้านล้านบาทต่อปี และยังไม่รู้ว่าจะหาแรงงานจากไหน ต่างจากการใช้ พาราควอตมีต้นทุนเพียง 0.13 ล้านบาทต่อปี ดังนั้น ภาครัฐต้องเตรียมเงินมาชดเชยในส่วนค่าแรงงานให้เกษตรกรต่อปีไม่ต่ำกว่า 1.2 ล้านล้านบาท ส่วนการใช้เครื่องจักรแทบเป็นไปไม่ได้ ปัจจุบันหนี้สินเฉลี่ยต่อครอบครัวเกษตรกรอยู่ที่ 135,220 บาทต่อปี แค่เงินมาชำระดอกเบี้ยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)ก็ยังแทบจะไม่มีจ่าย จะผลักภาระให้เกษตรกรไปซื้อเครื่องจักร สร้างหนี้สินเพิ่มอีก จึงเป็นไปไม่ได้ สุดท้ายแล้วทางออกของสิ่งทดแทนดูจะเป็นแนวทางการเพิ่มปัญหาและภาระใหม่ให้แก่เกษตรกรเพิ่มมากขึ้น โดยที่ความจริงแล้ว การจัดการที่เหมาะสมและค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดคือ การฝึกอบรมให้ความรู้และควบคุมการใช้สารเคมีตามมาตรการจำกัดการใช้ที่เคยได้ตัดสินไปอย่างรอบคอบแล้ว สำหรับหลักฐานต่างๆทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตรายฯได้ตรวจสอบและพิจารณาหมดแล้วว่า พาราควอตไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมตามที่กลุ่ม NGO กล่าวอ้าง รวมทั้งได้มีการไปตรวจสอบเอกสารและข้อมูลต่างๆที่เผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนมาโดยตลอดจนปัจจุบันกลับพบข้อสงสัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นผลวิจัยที่พบพาราควอตจากแม่สู่ลูก นักวิจัยอ้างการศึกษาในโรงพยาบาล แต่เมื่อสอบถามไปยังโรงพยาบาลดังกล่าว กลับไม่มีการดำเนินงานจริง แล้วผลวิจัยมาจากไหน และยังมีผลการตรวจสอบการตกค้างสารเคมีที่เผยแพร่ เมื่อตรวจสอบกลับก็ไม่พบการยื่นส่งตัวอย่างไปตรวจสอบในแล็บจริง ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดการวิเคราะห์ได้ ทั้งนี้ เอกสารสำคัญเหล่านี้ จะนำไปยื่นฟ้องศาลปกครองต่อไป นอกจากนี้ในวันที่ 22 ต.ค.นี้เกษตรกรพืชเศรษฐกิจได้แจ้งความประสงค์จะเข้ามาร่วมรับฟังคำตัดสินใจของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เบื้องต้นมีเกษตรกรสนใจจะมาร่วมรับฟังกว่า 1,000 ราย สำหรับเกษตรกรกลุ่มพืชใดต้องการเข้ามาร่วมรับฟังด้วยกันสู้ไปด้วยกัน พบกันเวลา 09.00 น.ที่กระทรวงอุตสาหกรรม ถนนพระราม 6 กรุงเทพฯ