นักวิชาการหนุนคลังเร่งปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ในปี 64 ย้ำทุกฝ่ายต้องได้ประโยชน์

เศรษฐกิจ8 ม.ค. 2564 • 14:17 น.
นักวิชาการหนุนคลังเร่งปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ในปี 64 ย้ำทุกฝ่ายต้องได้ประโยชน์
นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์หนุนกระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิต เร่งศึกษานโยบายภาษีสรรพสามิตบุหรี่ที่เหมาะสม หลังเห็นปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ชี้โครงสร้างภาษีใหม่ควรตอบโจทย์ทั้งเรื่องรายได้รัฐ ชาวไร่ยาสูบ สาธารณสุข และการแข่งขันในตลาดอย่างสมดุล จากกรณีตัวแทนภาคียาสูบแห่งประเทศไทยเข้าพบนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง เพื่อติดตามทวงถามเรื่องเงินชดเชยและความคืบหน้าการแก้ปัญหาชาวไร่ยาสูบที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีบุหรี่ เมื่อเดือนกันยายน 2560 และได้เปิดเผยว่ากรมสรรพสามิตและกระทรวงการคลังกำลังเร่งปรับโครงสร้างภาษียาสูบ โดยจะมีความชัดเจนภายในมีนาคม 2564 นั้น ผู้สื่อข่าวได้สอบถามความคิดเห็นในประเด็นนี้จากนักวิชาการที่เคยร่วมเสวนาในงานสัมมนาหัวข้อ “มาตรการภาษียาเส้นเพื่อลดการบริโภคยาสูบให้ได้ตามเป้าหมาย” รองศาสตราจารย์ ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ อดีตหัวหน้ากลุ่มวิจัยสาขาการเงินและการบัญชี มหาวิทยาลัย Nottingham Trent สหราชอาณาจักร ให้ความเห็นว่า การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับบุหรี่ต้องให้บรรลุเป้าหมายในการลดจำนวนนักสูบ โดยขจัดโอกาสที่นักสูบจะเปลี่ยนจากบุหรี่ราคาแพงไปสินค้าทดแทนราคาถูกเช่น ยาเส้น เพราะไม่เช่นนั้นแม้รัฐจะเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้นก็อาจทำให้จำนวนนักสูบลดลงมากเท่าที่ควร และรายได้ภาษีของรัฐบาลก็ไม่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้การใช้ภาษี 2 อัตรานั้นเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการแข่งขันกันลดราคาเพื่อเสียภาษีในอัตราที่ถูกกว่า ดังนั้นโครงสร้างภาษีบุหรี่สุดท้ายยังไงก็ต้องปรับเป็นอัตราเดียว ซึ่งเป็นไปตามหลักสากลที่แนะนำโดยองค์กรระหว่างประเทศต่างๆเช่น ธนาคารโลกและองค์การอนามัยโลก เป็นต้น แต่จะไปสู่อัตราเดียวยังไง เมื่อไหร่ กระทรวงการคลังคงต้องพิจารณาหาจุดสมดุลระหว่างกำลังซื้อของผู้บริโภค ราคาของบุหรี่ และราคาสินค้าทดแทนที่มีอันตรายเท่ากันกับบุหรี่ “การขึ้นภาษีบุหรี่เป็นเรื่องที่ควรทำเมื่อมองในมุมด้านสุขภาพ แต่ในช่วงวิกฤติโควิด-19 การปรับเปลี่ยนอัตราภาษีต้องคำนึงถึงรายได้ของเกษตรกรยาสูบด้วย รวมทั้งพิจารณาใช้ตัวเลขทางเศรษฐกิจ เช่น อัตราเงินเฟ้อ เป็นตัวกำหนดอย่างที่เป็นหลักปฏิบัติในสหราชอาณาจักรและประเทศนิวซีแลนด์” รองศาสตราจารย์ ดร.ภัทรกิตติ์ เนตินิยม หัวหน้าภาควิชาการเงิน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ให้ความเห็นว่า กรอบในการแก้ไขปัญหาของกรมสรรพสามิตนั้นมาถูกทางแล้ว ทุกปัจจัยมีความเชื่อมโยงกันหมด แต่หากมองจากมุมความยุติธรรมของผู้ประกอบการแล้ว กระทรวงการคลังควรพิจารณาการวางแผนระดับภาระภาษี (Tax Incidence) ที่มีความเหมาะสมกับต้นทุนของผู้ประกอบการบุหรี่ถูกกฎหมายในภาวะที่การเติบโตของยอดขายติดลบ แม้แต่การยาสูบแห่งประเทศไทยก็ต้องเผชิญกับยอดขายที่ลดลงประมาณร้อยละ 30 ขณะที่กำไรลดลงประมาณร้อยละ 95 เพราะระดับภาระภาษีที่สูงจนเกินไป “ที่ผ่านมารัฐได้ประโยชน์จากภาษียาสูบในฐานะแหล่งรายได้ แต่ด้วยโครงสร้างภาษีบุหรี่ปัจจุบัน ทำให้ผู้ประกอบการมีรายรับสุทธิต่อซองประมาณ 1 บาท จากเดิมเกือบ 7 บาท ซึ่งในระยะปานกลางกำไรระดับนี้การยาสูบฯ น่าจะประสบปัญหาฐานะการเงินในอีกไม่นานนัก และในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาภาระภาษีที่สูงก็ไม่ได้นำมาซึ่งรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้น หรือช่วยให้คนสูบลดลง แต่กลับเป็นการสร้างปัญหาให้กับอุตสาหกรมยาสูบ ดังนั้นหลักในการพิจารณาโครงสร้างภาษีบุหรี่ง่ายๆ อีกข้อระดับภาระภาษีต้องไม่สูงเกินไป ซึ่งค่าเฉลี่ยภาระภาษีของประเทศอื่นๆที่มีลักษณะทางสังคมและโครงสร้างเศรษฐกิจคล้ายๆกันอยู่ที่ร้อยละ 54 แต่ปัจจุบันระดับภาระภาษีบุหรี่ในประเทศไทยสูงที่สุดในแถบเอเชีย คือร้อยละ 78.6” รศ.ดร.อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แสดงความเห็นในเรื่องดังกล่าวว่า มีความจำเป็นต้องขึ้นภาษียาสูบ และย้ำเสมอว่าการขึ้นภาษีควรกระทำโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจและการเมือง ดังนั้นจึงเสนอแนะให้มีการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ 3 ข้อหลักได้แก่ 1) การขึ้นภาษีควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ให้สอดคล้องกับกำลังซื้อของผู้บริโภค 2) การขึ้นภาษีไม่ควรสร้างภาระภาษีที่สูงจนเกินไป เพราะจะกระทบต่อความยั่งยืนด้านรายได้รัฐและต่ออุตสาหกรรมยาสูบ 3) การขึ้นภาษีควรกำหนดเป็นแผนและระยะเวลาที่ชัดเจนในการปิดหรือลดช่องว่างภาษีสำหรับยาสูบประเภทต่างๆ โดยสำหรับบุหรี่จำเป็นต้องค่อยๆยุบอัตราภาษีมูลค่าให้เหลืออัตราเดียวในที่สุด เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล และยาเส้นต้องขึ้นภาษีอย่างต่อเนื่องเพื่อลดช่องว่างภาษีให้ได้ในที่สุด