"บอร์ดบีโอไอ"อนุมัติ 3 มาตรการพิเศษ กระตุ้นลงทุนโครงการขนาดใหญ่-เอสเอ็มอี-ศก.ฐานราก

เศรษฐกิจ6 ก.พ. 2563 • 13:31 น.
"บอร์ดบีโอไอ"อนุมัติ 3 มาตรการพิเศษ กระตุ้นลงทุนโครงการขนาดใหญ่-เอสเอ็มอี-ศก.ฐานราก
คณะกรรมการบีโอไอไฟเขียว 3 มาตรการพิเศษ เร่งให้เกิดการลงทุนกระตุ้นขยายตัวทางเศรษฐกิจ พร้อมเปิดประเภทใหม่ให้ส่งเสริมรถรางไฟฟ้าเพื่อการท่องเที่ยวและบ้านผู้มีรายได้น้อย เผยครอบคลุมทั้งโครงการขนาดใหญ่-เอสเอ็มอี-เศรษฐกิจฐานราก น.ส.ดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)ว่า เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในประเทศโดยเร็ว คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้เห็นชอบมาตรการพิเศษ 3 มาตรการ เพื่อเร่งรัดการลงทุนโครงการลงทุนขนาดใหญ่ได้แก่ มาตรการกระตุ้นการลงทุน สำหรับโครงการขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมและบริการเป้าหมายที่มีผลกระทบสูงต่อเศรษฐกิจของประเทศ(กิจการกลุ่ม A1,A2 และ A3 ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5-8 ปี แต่ไม่รวมกิจการที่ไม่มีที่ตั้งสถานประกอบการเช่น กิจการขนส่งทางอากาศ กิจการขนส่งทางเรือ เป็นต้น) ทั้งนี้ผู้ลงทุนสามารถลงทุนได้ทุกพื้นที่ โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 50 เพิ่มเติมเป็นระยะเวลา 5 ปี หากมีการลงทุนจริง(ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท ภายในปี 2563 หรือไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท ภายในปี 2564 มาตรการนี้มีผลบังคับใช้สำหรับคำขอรับการส่งเสริมที่ยื่นตั้งแต่ 2 ม.ค.62-30 ธ.ค.63 หากดำเนินการกระตุ้นการลงทุนตามมาตรการนี้แล้ว คาดว่าจะสามารถช่วยกระตุ้นการลงทุนได้มากกว่า 200,000 ล้านบาท ในระยะปี 2563-2564 ส่วนมาตรการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี มีการกำหนดคำจำกัดความของเอสเอ็มอีใหม่ คือเป็นกิจการที่ต้องถือหุ้นโดยบุคคลธรรมดาสัญชาติไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 และจะต้องมีรายได้ของกิจการทั้งที่ได้รับการส่งเสริมและไม่ได้รับการส่งเสริมไม่เกิน 500 ล้านบาทต่อปีใน 3 ปีแรกในกรณีตั้งกิจการในนิคมหรือเขตอุตสาหกรรมจะได้รับสิทธิประโยชน์การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคลเพิ่มเติมอีก 1 ปี ขณะที่หากตั้งในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนจะได้รับสิทธิประโยชน์การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โดยได้รับวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในสัดส่วนร้อยละ 200 ของเงินลงทุน (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน)ด้วย ทั้งนี้ต้องยื่นคำขอรับส่งเสริมตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค.63 ถึงวันทำการสุดท้ายของปี 2564 สำหรับการปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนเศรษฐกิจฐานราก มีการขยายระยะเวลาการยื่นขอรับการส่งเสริมออกไปอีก 1 ปีจนถึงวันที่ 30 ธ.ค.64 และขยายขอบข่ายคุณสมบัติของผู้ขอรับการส่งเสริมให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยให้รวมถึงผู้ประกอบการที่มีกิจการที่ดำเนินกิจการอยู่เดิมแต่ยังไม่เคยได้รับการส่งเสริมมาก่อนด้วย การปรับปรุงประเภทกิจการด้านการท่องเที่ยว บีโอไอได้ปรับปรุงประเภทกิจการกระเช้าไฟฟ้า และกิจการโรงแรม โดยประเภทกิจการกระเช้าไฟฟ้า ได้ขยายขอบข่ายให้ครอบคลุมรถรางไฟฟ้า เพื่อการท่องเที่ยวด้วย และกำหนดเงื่อนไขต้องมีการลงทุนไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท แต่ไม่รวมค่าที่ดินและเงินทุนหมุนเวียน ทั้งนี้บีโอไอยังเปิดประเภทกิจการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย โดยให้ได้รับสิทธิประโยชน์เฉพาะการยกเว้นภาษี เงินได้นิติบุคคล เป็นระยะเวลา 3 ปี เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสร้างที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพดี กำหนดหลักเกณฑ์เช่น กรณีอาคารชุดต้องมีพื้นที่ใช้สอยต่อหน่วยไม่น้อยกว่า 24 ตารางเมตร กรณีบ้านแถวหรือบ้านเดี่ยวต้องมีพื้นที่ใช้สอยต่อหน่วยไม่น้อยกว่า 70 ตารางเมตร โดยมีราคาขายต่อหน่วยไม่เกิน 1.2 ล้านบาท(รวมค่าที่ดิน)กรณีที่ตั้งอยู่ในจังหวัดกรุงเทพฯ,นครปฐม,นนทบุรี,ปทุมธานี,สมุทรปราการ และสมุทรสาคร และไม่เกิน 1 ล้านบาท(รวมค่าที่ดิน)ในกรณีตั้งในจังหวัดอื่นๆ เป็นต้น อีกทั้งโครงการต้องได้รับความเห็นชอบจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ก่อนยื่นขอรับการส่งเสริม ซึ่งกำหนดให้ยื่นคำขอภายในวันที่ 30 ธ.ค.63 นอกจากนี้คณะกรรมการบีโอไอ เห็นชอบอนุมัติให้การส่งเสริมแก่กิจการผลิตยางล้อสำหรับยานพาหนะ จำนวน 1 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 7,915 ล้านบาท ตั้งโครงการในนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง วัตถุดิบหลักในการผลิต ได้แก่ ยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์ โดยจะใช้ยางธรรมชาติในประเทศประมาณ 40,200 ตันต่อปี