รายงานพิเศษ : “พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์” อธิบดีกรมศุลกากร ยุค “New Look” พลิกโฉมด่านภาษี สู่กลไกขับเคลื่อนศก.-ปกป้องสังคม
ท่ามกลางการแข่งขันทางการค้า สงครามภาษี และภัยคุกคามข้ามชาติที่ทวีความรุนแรงในโลกยุคปัจจุบัน “กรมศุลกากร” ภายใต้การนำของ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กำลังเดินหน้าปฏิรูปองค์กรครั้งใหญ่ในรูปแบบ “New Look” ตามแนวนโยบาย “Quick Big Win” ของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งยุทธศาสตร์ใหม่นี้มุ่งเน้นการพลิกบทบาทจากเดิมที่เป็นเพียง “ด่านจัดเก็บรายได้” ไปสู่การเป็น “กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” ควบคู่กับการ “ปกป้องสังคม” อย่างเต็มรูปแบบ โดยชูนโยบาย “เปิดทาง” ให้ผู้ประกอบการสุจริต และ “ปิดช่อง” สินค้าผิดกฎหมายด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีสมัยใหม่
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดใจว่า ข้อมูลสะท้อนภาพเศรษฐกิจในช่วง 11 เดือนของปีงบประมาณที่ผ่านมา พบว่ามูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทย ทั้งการนำเข้าและส่งออก พุ่งสูงถึงประมาณ 23.7 ล้านล้านบาท ซึ่งแซงหน้าตัวเลขทั้งปีงบประมาณก่อนหน้า (22 ล้านล้านบาท) อย่างเห็นได้ชัด ตัวเลขดังกล่าวตอกย้ำว่าเศรษฐกิจไทยเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างลึกซึ้ง

อย่างไรก็ตามการพิจารณาตัวเลขส่งออกเพียงอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป หากแต่ต้องวิเคราะห์ให้ลึกลงไปว่าสินค้าแต่ละกลุ่มสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” (Value Added) และผลประโยชน์หมุนเวียนในประเทศมากน้อยเพียงใด เนื่องจากสินค้าส่งออกจำนวนมากยังคงพึ่งพาวัตถุดิบและเทคโนโลยีจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง
นอกจากนี้ยังเตรียมยกระดับการใช้ข้อมูลหน้าด่านเพื่อเป็น “เข็มทิศเศรษฐกิจ” พร้อมเสนอแนวคิด Dynamic Basket ร่วมกับหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ อาทิ สภาพัฒน์ และสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เพื่อปรับปรุงการคำนวณดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ให้สะท้อนโครงสร้างการผลิตและอุตสาหกรรมเกิดใหม่ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
นายพันธ์ทอง กล่าวถึงการบริหารในยุค New Lookว่า การรักษาสมดุลระหว่าง “ความเร็วทางการค้า” และ “ความปลอดภัยของประเทศ” กรมศุลกากรจึงยกเลิกระบบเดิมที่พึ่งพาดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ในการเปิดตรวจตู้สินค้าหน้าท่าเรือ ซึ่งมักสร้างภาระต้นทุน ความล่าช้า และเป็นช่องทางให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์ ได้แก่

- บริหารความเสี่ยงด้วย Intelligent Risk Management : นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาประมวลผลข้อมูลรอบด้าน ทั้งทุนจดทะเบียน ประวัติการนำเข้า-ส่งออก พิกัดสินค้า เส้นทางขนส่ง และพฤติกรรมย้อนหลัง เพื่อชี้เป้าเฉพาะตู้สินค้าที่มีความเสี่ยงสูงอย่างแม่นยำ
- ลดการรบกวนคนสุจริต : ช่วยให้ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายสามารถเคลื่อนย้ายสินค้าและเงินทุนได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่การตรวจสินค้าเสี่ยงจะย้ายไปทำ ณ สถานประกอบการที่มีระบบกล้องวงจรปิดตรวจสอบย้อนหลังได้
- ยึดหลัก Open Government : เปิดเผยข้อมูลพิกัด สถิติการค้า และหลักเกณฑ์ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อสร้างความเท่าเทียมด้านข้อมูลและความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้
นอกจากนี้อีกหนึ่งมาตรการสำคัญเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย คือการจัดเก็บภาษีและอากรสินค้านำเข้าทางออนไลน์ “ตั้งแต่บาทแรก” เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการค้า ซึ่งในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา มีพัสดุนำเข้ากว่า 225 ล้านชิ้น มูลค่าประมาณ 41,746 ล้านบาท สามารถจัดเก็บอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มรวมกันได้กว่า 7,600 ล้านบาท
มาตรการนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงตัวเลขรายได้เข้ารัฐ แต่เป็นการสร้าง “สนามแข่งขันที่เป็นธรรม” ให้กับร้านค้าและ SME ในประเทศ ที่ต้องแบกรับต้นทุนค่าเช่า คลังสินค้า การจ้างงาน และภาษีภายในประเทศ ให้สามารถยืนหยัดต่อสู้กับสินค้าราคาถูกที่ส่งตรงจากต่างประเทศได้อย่างเท่าเทียม
นายพันธ์ทอง กล่าวว่า ในมิติของการปกป้องสังคม กรมศุลกากรเพิ่มความเข้มงวดในการสกัดกั้นภัยคุกคามข้ามชาติ โดยในช่วง 11 เดือน สามารถตรวจยึดได้มากกว่า 1,200 กิโลกรัม สกัดการลักลอบนำออกกัญชารวม 42 ตัน ตลอดจนจับกุมบุหรี่กว่า 84 ล้านมวน บุหรี่ไฟฟ้า 830,000 ชิ้น รวมถึงสินค้าไร้มาตรฐาน อย./มอก. และสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอีกหลายล้านชิ้น

ขณะเดียวกัน กรมศุลกากรยังเร่งวางระบบบริหารจัดการ “ของกลางหลังการจับกุม” โดยเฉพาะขยะอิเล็กทรอนิกส์ แบตเตอรี่ลิเธียม และแบตเตอรี่จากยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นอันตรายสูงและไม่สามารถทำลายด้วยวิธีทั่วไปได้ โดยประสานความร่วมมือเพื่อสร้างระบบกำจัดของเสียอันตรายในระบบปิดตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อไม่ให้ภาระตกอยู่กับสิ่งแวดล้อมในอนาคต
การก้าวสู่ยุค New Look ของกรมศุลกากรภายใต้การนำของ "พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์" ไม่ได้วัดผลเพียงแค่ยอดจัดเก็บรายได้หรือจำนวนคดีจับกุม หากแต่มืออาชีพต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ยังสามารถสร้างระบบพิธีการที่ “เร็วพอสำหรับการแข่งขัน และแม่นพอสำหรับความปลอดภัย” ได้อย่างแท้จริง เพื่อให้ประตูเศรษฐกิจของประเทศไทยเปิดกว้าง มั่นคง และเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายอย่างยั่งยืน