"รสนา" ฟาด "รัฐบาล" อย่าแถ! อ้างต้องชดเชยน้ำมันชีวภาพต่อหลังบทเฉพาะกาลหมดอายุแล้ว
วันที่ 9 ก.ย.2569 น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุกส่วนตัว ระบุว่า
" รัฐบาลอย่า“แถ”อ้างต้องชดเชยน้ำมันชีวภาพต่อหลังบทเฉพาะกาลหมดอายุในการชดเชยแล้ว !!
ศูนย์ข่าวพลังงานรายงานว่า หลัง24 กันยายน 2569 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก็ยังดูแลราคาน้ำมันได้เหมือนเดิม โดยสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ขอยืนยันว่า การครบกำหนดจ่ายชดเชยน้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ ตามพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 มาตรา 55 นั้นเป็นเพียงการสิ้นสุด “มาตรการเฉพาะ” ที่กำหนดไว้ในช่วงเปลี่ยนผ่านเท่านั้น ซึ่งน้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ จะยังอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายเช่นเดิม
ข้ออ้างเช่นนี้ถูกต้องจริงหรือไม่ ?! ก่อนที่สกนช. จะอ้างมั่วๆ กลับไปอ่านรายงานการประชุมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติสมัยพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงพ.ศ …… ให้ดีเสียก่อนจะทำผิดกฎหมายเสียเอง คิดว่าประชาชนรู้ไม่ทันละซิ ใช่หรือไม่ ?!?
เมื่อปี พ.ศ 2562 สมัยที่มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ …. นั้น คณะกรรมการเสียงข้างมากในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยุครัฐบาล คสช. ของพล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชาได้มีมติให้ตัดเนื้อหาวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันในมาตรา 5(2) ที่มีการบัญญัติให้มีการชดเชยส่วนต่างของน้ำมันชีวภาพในร่างกฎหมายดังกล่าวออกไป
โดยแลกกับการเพิ่มจำนวนปีในการชดเชยน้ำมันชีวภาพในบทเฉพาะกาลจาก 3 ปี เป็น7 ปี คือหลังจากการชดเชยครบ 3 ปี ในปี 2565 แล้ว หากยังจำเป็นต้องชดเชยต่อ ให้สามารถต่ออายุการชดเชยน้ำมันชีวภาพได้ อีก 2ครั้ง ๆละ 2ปี ซึ่งจะครบกำหนดเวลาทั้งสิ้นในบทเฉพาะกาลในวันที่24 กันยายน 2569
สกนช. จึงไม่ควรออกมารับหน้าเสื่อแทนกระทรวงพลังงาน และ รัฐบาลว่า กองทุนน้ำมันยังสามารถนำเงินจากกองทุนน้ำมันที่รีดมาจากประชาชนผู้ใช้น้ำมัน โดยเฉพาะคนใช้เบนซิน มาชดเชยน้ำมันชีวภาพได้อีกต่อไป
หากต้องการชดเชยก็ไปลดจำนวนเงินที่ภาษีสรรพสามิตเก็บจากน้ำมันดีเซลลงไปในจำนวนที่ต้องการล้วงเงินจากกองทุนน้ำมันมาชดเชย แต่ก็น่าจะชดเชยได้แค่ ดีเซลบี 7 เท่านั้น ส่วนดีเซลบี 20 ถ้ารัฐบาลอยากอุ้มต่อก็ต้องไปหาเงินส่วนอื่นมาชดเชยเอาเอง!!
ถ้ายังล้วงกองทุนน้ำมันไปชดเชย ขอเตือนว่าพวกท่านกำลังจะทำผิดกฎหมายเสียเองนะ จะบอกให้ !!
ดิฉันกลับไปอ่านรายงานการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ …… ได้พบเนื้อหาการอภิปรายที่ชัดเจนว่าสนช. ในสมัยนั้น ไม่ต้องการให้มีการชดเชยน้ำมันชีวภาพเป็นการทั่วไปแบบชั่วนิรันดร์กาล แต่ต้องการให้เวลาชั่วคราวเพียง7 ปี ในการปรับเปลี่ยนและไม่ต้องชดเชยอีก แต่ในระยะ 7 ปี ที่ผ่านมา สกนช . ไม่ได้ทำหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่กลับมาแถว่าเป็นเพียง “มาตรการเฉพาะ” ที่กำหนดไว้ในช่วงเปลี่ยนผ่านเท่านั้น
จีงขอให้ สกนช.กลับไปอ่านรายงานการพิจารณากฎหมายให้ชัดเจนเสียก่อนมาให้ข่าวสื่อมวลชน
(622013736559313290_เรื่องด่วนที่ 3 ร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ....)
ในการพิจารณาร่าง พรบ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ…ของคณะกรรมาธิการในสนช. มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางไม่ให้บัญญัติวัตถุประสงค์ เรื่องการชดเชยส่วนต่างราคาน้ำมันชีวภาพไว้ในร่างกฎหมายนั้น เพราะจะกลายเป็นการชดเชยแบบ “เป็นการทั่วไปตลอดกาล” ซึ่งเหตุผลที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากให้เหตุผลไว้น่าสนใจ พอสรุปได้ ดังนี้
1)กองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงควรมุ่งเน้นเฉพาะการรักษาเสถียรภาพราคาน้ํามันเชื้อเพลิงในประเทศในช่วงความวิกฤตเท่านั้น
2)การเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชน การเรียกเก็บเงินกองทุนน้ำมัน ซ้ําซ้อนกับการเก็บภาษีสรรพากร
3) ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดโลกจริง ทําให้ราคาน้ํามันบิดเบือนไม่เป็นไปตามกลไกที่ถูกต้อง
4)ไม่เห็นด้วยกับการนำเงินที่เก็บจากคนใช้เบนซินไปชดเชยน้ำมันชีวภาพ ซึ่งควรเป็นเรื่องชั่วคราว
5) เป็นการเอื้อประโยชน์อุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรม ไม่ได้ไปถึงเกษตกร ยกตัวอย่าง กมธ.ท่านหนึ่งอภิปรายว่า ตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ําตาลทราย พ.ศ 2527 มีการแบ่งผลประโยชน์จากอ้อยระหว่างเกษตรกร กับ โรงงานในอัตราส่วน 70:30 ซึ่งรวมถึงกากน้ำตาลที่เรียกว่าโมลาส เมื่อโรงงานนำกากน้ำตาลไปขายเพื่อผลิตเป็นเอทานอล
ผลประโยชน์ส่วนนี้เป็นของโรงงาน ไม่เกี่ยวกับพี่น้องเกษตรกร
ส่วนปาล์มน้ำมันที่เป็นไบโอดีเซลก็เช่นเดียวกัน ไม่เห็นภาพว่า ส่วนต่างราคาที่กองทุนน้ำมันจ่ายชดเชยไบโอดีเซล จะไปถึงภาคเกษตรกรอย่างไร การนําเงินของกองทุนมาใช้เพื่อให้เกิดส่วนต่างราคาเป็นการให้ประโยชน์กับภาคอุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรมเท่านั้น เพราะเงินกองทุนนี้เวลาตัดไปก็ต้องส่งให้กับผู้ผลิตน้ํามัน จึงไม่เห็นภาพว่าส่วนต่างดังกล่าวจะไปถึงภาคเกษตรกรได้อย่างไร
ในการอภิปราย กรรมาธิการมีการอภิปรายว่า “เมื่อถามต่อไปว่ารัฐได้เคยสอบถามต้นทุนหรือไม่ใน ๑๐ ปีที่ผ่านมาที่มีการสนับสนุนเอทานอล สนับสนุนไบโอดีเซล พบว่ารัฐจ่ายเงินไป ไม่เคยตรวจสอบว่าเขาผลิตลิตรละเท่าไร ต้นทุนเขาเท่าไร ข้อมูลนี้รัฐเองไม่ได้ควบคุม เพราะฉะนั้นความหมายก็คือว่าเขาขอเงินรัฐมาเท่าไร รัฐก็จ่ายไปเท่านั้น อันนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งไม่ยุติธรรม
นอกจากนั้นแล้วก็เคยได้ยินว่าราคาเอทานอลในต่างประเทศถูกกว่าบ้านเรา ทั้ง ๆ ที่บางครั้งอาจจะซื้อวัตถุดิบจากประเทศไทยด้วยซ้ําไป …“
หลังจากการอภิปรายเพื่อลงมติเห็นชอบในการตัดวัตถุประสงค์ข้อ ๕ (๒) เรื่องการชดเชยส่วนต่างน้ำมันชีวภาพออกไปนั้น มีการพักการประชุม เพื่อให้เจรจากันระหว่าง กมธ.เสียงข้างมาก และกมธ.เสียงข้างน้อย จนได้ข้อสรุปออกมาว่า กรรมาธิการเสียงข้างน้อยยินยอมให้
ตัดวัตถุประสงค์ใน (๒) ของมาตรา ๕ ออกไป แล้วก็เพิ่มเวลาชดเชยน้ำมันชีวภาพในบทเฉพาะกาล จากเดิมที่กําหนดไว้ ๓ ปี เพิ่มเป็น ๗ปี โดยให้ขยายได้อีก ๒ ครั้งๆละ ๒ปี รวมเป็น ๗ ปี ในการที่จะให้รัฐบาลได้พิจารณาการใช้เงินกองทุนน้ำมันในการสนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพ
ในบทเฉพาะกาลมีข้อกำหนดให้สกนช.พิจารณาลดการชดเชยน้ำมันชีวภาพลงไปทุกปี แต่ตลอด ๗ ปีที่ผ่านมา การบริหารงานของสกนช. ไม่เคยปฏิบัติตามเงื่อนไขในการลดจำนวนชดเชยน้ำมันชีวภาพ ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย กลับทำตรงกันข้ามคือมีการชดเชยเพิ่มขึ้น
โดยเฉพาะช่วงวิกฤตสงครามสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ซึ่งราคาน้ำมันดิบตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นมาก รัฐบาลกลับนำน้ำมันดีเซลบี20 เข้ามาในช่วงวิกฤตน้ำมันแพง ซ้ำเติมภาระบนหลังประชาชน ทำให้กองทุนน้ำมันต้องชดเชยเพิ่มมากขึ้น สร้างความเดือดร้อนแสนสาหัสให้กับค่าครองชีพของประชาชน
ทั้งที่สมัยเกิดสงครามรัสเซีย -ยูเครน ในปี2565 มีการยกเลิกดีเซล บี20 และ เปลี่ยนดีเซลบี 7 เหลือดีเซลบี 5 แต่วิกฤตสงคราม สหรัฐอเมริกา -อิหร่าน น้ำมันผันผวนหนักกว่าปี 2565 รัฐบาลกลับนำ ดีเซล บี 20 มาขายในสถานการณ์นี้ เพราะเหตุใด ?!?
จากเจตนารมณ์ของสนช.ที่ผ่าน พรบ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 2562 กำหนดวัตถุประสงค์ให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงทำหน้าที่ในการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ เฉพาะเมื่อเกิดความผันผวนราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก
แต่ในทางปฏิบัติกลายเป็นว่า สกนช.เปลี่ยนวัตถุประสงค์ตามกฎหมาย มาเป็นการอุดหนุนทั่วไป โดยนำเงินที่รีดจากคนใช้น้ำมันมาชดเชยน้ำมันชีวภาพที่มีราคาแพงกว่าน้ำมันพื้นฐาน ทั้งเบนซิน และดีเซลเป็นการเอื้อประโยชน์โรงกลั่นน้ำมัน ตามที่กมธ.ในยุค คสช.อภิปรายไว้
การนำเงินจากคนใช้เบนซินมาชดเชยน้ำมันดีเซล เป็นการบิดเบือนโครงสร้างราคา ทำให้รถซูเปอร์คาร์ทั้งหลาย เปลี่ยนจากเบนซินมาเป็นรถดีเซล แม้แต่สมัยก่อน รถกะบะก็มีทั้งเบนซินและดีเซล ปัจจุบันนี้ รถกะบะ มีแต่ดีเซลอย่างเดียว ทั้งที่น้ำมันดีเซลทำลายสิ่งแวดล้อมมากกว่าเบนซิน แต่ก็อ้างว่าการผสมไบโอดีเซลจะช่วยได้ ซึ่งถ้าลดจำนวนรถดีเซล จะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดกว่า
ปัจจุบันมีการกำหนดให้น้ำมันที่ผสมน้ำมันปาล์ม 7 % เป็นน้ำมันพื้นฐานคือบีบให้ต้องมีการชดเชยส่วนต่างของไบโอดีเซลตลอดไป และยังมีข่าวว่าจะขยับให้น้ำมันดีเซล บี 20 เป็นน้ำมันพื้นฐานแทน บี7 ซึ่งต้องใช้เงินชดเชยอย่างมหาศาล และจะทำให้ประชาชนมีหนี้สิน เป็นทาสโรงกลั่นน้ำมันไปชั่วนิรันดร์กาล ใช่หรือไม่ ?!?
ขอให้สกนช. รมว.พลังงาน และนายกรัฐมนตรีไปพิจารณาคำอภิปรายและเจตนารมณ์ของสนช. ที่ผ่านกฎหมายกองทุนน้ำมันให้ดีว่า สนช.ที่มีมติผ่านกฎหมายกองทุนน้ำมัน ไม่เห็นด้วยกับการให้คนใช้เบนซินมาแบกรับน้ำมันชีวภาพจนตลอดไป
การผ่านกฎหมายกองทุนน้ำมันฯให้มีการชดเชยน้ำมันชีวภาพเป็นการชั่วคราวแค่ 7 ปีเท่านั้น และไม่เคยมีการบัญญัติให้กองทุนน้ำมันมาพ่วงชดเชยภาษีสรรพสามิตที่ตั้งภาษีไว้สูงลิ่วของกระทรวงการคลังไว้ด้วย
โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตน้ำมันดิบตลาดโลก และน้ำมันสำเร็จรูปสิงค์โปร์แพงจากสงคราม และการปั่นราคา
รัฐบาลไทย และกระทรวงการคลังยังขูดรีดประชาชนซ้ำ ด้วยการไม่ยอมลดภาษีแม้แต่สตางค์เดียว และยังจะให้รีดเงินกองทุนน้ำมันจากกระเป๋าประชาชนมาชดเชยต่ออีก ทั้งที่บทเฉพาะกาลหมดอายุแล้ว
ทั้งนี้เพื่อให้กระทรวงการคลังยังสามารถล้วงเอาเงินจากกองทุนน้ำมันมาชดเชยภาษีสรรพสามิตที่เก็บอย่างซ้ำซ้อนอยู่แล้ว ใช่หรือไม่
รัฐบาลและกระทรวงพลังงานพยายามเปิดโอกาสให้โรงกลั่นน้ำมัน ทั้งน้ำมันพื้นฐาน และน้ำมันชีวภาพมารุมกินโต๊ะประชาชนด้วย โดยอ้างว่าเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเป็นเครื่องบังหน้า ใช่หรือไม่ ??!!
แท็กที่เกี่ยวข้อง