วิเคราะห์ตลาดหุ้นนิวยอร์กก่อนเปิดตลาด 08/09/69
ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีแนวโน้มเปิดการซื้อขายวันที่ 8 ก.ย. ด้วยบรรยากาศ ระมัดระวังและผันผวน หลังนักลงทุนกลับเข้าสู่ตลาดจากวันหยุด Labor Day เมื่อวันที่ 7 ก.ย. โดยตลาดต้องย่อยผลกระทบจากรายงานการจ้างงานสหรัฐฯ เดือนส.ค. ซึ่งออกมาแข็งแกร่งกว่าคาดอย่างมาก และทำให้ตลาดกลับมากังวลว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด อาจยังจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นในเดือนนี้ โดยตลาดหุ้น NYSE และ Nasdaq กลับมาเปิดซื้อขายตามปกติในวันที่ 8 ก.ย.
จ้างงานแกร่ง กลายเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้น
รายงานการจ้างงานเดือนส.ค.ระบุว่า สหรัฐฯ เพิ่มตำแหน่งงาน 162,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้มาก ขณะที่ตัวเลขเดือนมิ.ย.และก.ค.ถูกปรับเพิ่มรวมกันอีก 55,000 ตำแหน่ง ส่งสัญญาณว่าตลาดแรงงานยังมีความแข็งแกร่ง
แม้ในเชิงเศรษฐกิจตัวเลขดังกล่าวถือเป็นข่าวดี แต่สำหรับตลาดหุ้นกลับกลายเป็นปัจจัยกดดัน เพราะเศรษฐกิจที่แข็งแรงทำให้เฟดมีพื้นที่ในการคงหรือแม้แต่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นหลังรายงานดังกล่าว ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อหุ้น โดยเฉพาะหุ้นที่มีมูลค่าพึ่งพากระแสเงินสดในอนาคตสูง
ดาวโจนส์–S&P 500–Nasdaq ปิดลบก่อนวันหยุด
ในการซื้อขายวันศุกร์ที่ 4 ก.ย. ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 53,414.25 จุด ลดลง 271.86 จุด หรือ 0.51% ขณะที่ S&P 500 ปิดที่ 7,718.60 จุด ลดลง 29.11 จุด หรือ 0.38% และ Nasdaq ปิดที่ 26,506.99 จุด ลดลง 77.07 จุด หรือ 0.29%
การปรับตัวลงเกิดขึ้นท่ามกลางแรงขายในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มลดความเสี่ยงก่อนเข้าสู่ช่วงหยุดยาว และรอประเมินทิศทางดอกเบี้ยอย่างชัดเจนมากขึ้น
ตลาดกำลังจับตา “เฟดขึ้นดอกเบี้ย” มากกว่าตัวเลขเศรษฐกิจ
ประเด็นสำคัญของตลาดในสัปดาห์นี้จึงไม่ใช่เพียงว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่งหรือไม่ แต่คือ เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะทำให้เฟดกลับมาเข้มงวดหรือไม่
การประชุม FOMC ครั้งถัดไปมีกำหนดวันที่ 15–16 ก.ย. และหลังข้อมูลการจ้างงานออกมา ตลาดได้เพิ่มน้ำหนักต่อโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนนี้อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีรายงานว่าความน่าจะเป็นตามราคาตลาดขยับขึ้นมาแถว 60% หลังตัวเลขจ้างงานออกมาแข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตาม ภาพยังไม่ได้เป็นเอกฉันท์ เพราะผู้กำหนดนโยบายบางรายยังต้องการรอดูข้อมูลเงินเฟ้อก่อนตัดสินใจ โดยเฉพาะความเห็นของผู้ว่าการเฟด Christopher Waller ที่ระบุว่าจุดยืนของเขาต่อการขึ้นดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเงินเฟ้อที่จะออกมาในวันที่ 11 ก.ย.
ดังนั้น ตลาดวันที่ 8 ก.ย.จึงมีแนวโน้มให้น้ำหนักกับ Bond Yield, เงินเฟ้อ และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด มากกว่าการมองตัวเลขการจ้างงานเพียงอย่างเดียว
หุ้นเทคโนโลยีอาจยังถูกกดดันจาก Bond Yield
หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เดินหน้าปรับขึ้นต่อ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตมีโอกาสเผชิญแรงขายมากกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากระดับดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำให้มูลค่าปัจจุบันของกำไรในอนาคตลดลง
Nasdaq จึงอาจมีความอ่อนไหวเป็นพิเศษต่อทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ขณะที่หุ้นกลุ่มการเงินอาจได้รับแรงหนุนบางส่วนจากความคาดหวังต่ออัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น แต่ภาพรวมยังขึ้นอยู่กับทิศทางเศรษฐกิจและคุณภาพสินเชื่อด้วย
ราคาพลังงานเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อ
อีกประเด็นที่ตลาดไม่สามารถมองข้ามคือ ราคาพลังงานและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาจทำให้ต้นทุนการผลิต การขนส่ง และราคาสินค้าเพิ่มขึ้น และทำให้เงินเฟ้อชะลอลงได้ยาก
สถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้เฟดเผชิญโจทย์ที่ยากขึ้น เพราะหากเศรษฐกิจยังแข็งแรงพร้อมกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ เฟดอาจไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะผ่อนคลายนโยบายการเงิน และอาจต้องคงดอกเบี้ยสูงหรือพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม
มุมมองก่อนเปิดตลาด 8 ก.ย.
ภาพรวมจึงให้น้ำหนัก “ลบถึงทรงตัวแบบผันผวน” สำหรับการเปิดตลาดสหรัฐฯ ในวันที่ 8 ก.ย. โดยแรงกดดันหลักมาจากการปรับคาดการณ์ดอกเบี้ยเฟดและ Bond Yield ขณะที่นักลงทุนอาจยังไม่รีบกลับเข้าซื้อหุ้นเต็มตัวหลังวันหยุดยาว
สิ่งที่ต้องจับตาคือ ทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ, เงินดอลลาร์, ราคาน้ำมัน และความคาดหวังต่อการประชุมเฟดวันที่ 15–16 ก.ย. หาก Yield เดินหน้าขึ้นแรงอีกครั้ง มีโอกาสเห็นแรงขายต่อเนื่องในหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต แต่หาก Yield เริ่มผ่อนคลาย นักลงทุนอาจกลับเข้าซื้อหุ้นที่ถูกขายลงในช่วงก่อนวันหยุด
ตลาดวันที่ 8 ก.ย.มีแนวโน้มเปิดด้วยความระมัดระวัง โดย “ตัวเลขจ้างงานที่แข็งแกร่ง” กลายเป็นดาบสองคม—สะท้อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแรง แต่ขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยงที่เฟดจะใช้นโยบายการเงินเข้มงวดมากขึ้น ทำให้ตลาดหุ้นต้องเผชิญแรงกดดันจากทั้งดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และ Bond Yield ในระยะสั้น ขณะที่นักลงทุนจะรอข้อมูลเงินเฟ้อชุดถัดไปเพื่อประเมินทิศทางเฟดให้ชัดเจนขึ้น.