"ผู้ว่าแบงก์ชาติ" เร่งเสริมนโยบายเฉพาะจุด แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างรับมือ "เศรษฐกิจโตต่ำ"

เศรษฐกิจ3 ก.ย. 2569 • 21:41 น.
"ผู้ว่าแบงก์ชาติ" เร่งเสริมนโยบายเฉพาะจุด แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างรับมือ "เศรษฐกิจโตต่ำ"
 
 
วันที่ 3 ก.ย.2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าร่วมงานสัมมนา Beyond ESG Thailand Transition # เปลี่ยนอนาคตประเทศ จัดโดยประชาชาติธุรกิจ
 
โดยได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ "นโยบายการเงิน...พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย” ระบุว่า การดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. มีเป้าหมายเพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค 3 ด้าน ได้แก่ 1. เสถียรภาพด้านราคา คือ อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1-3% หรือต่ำกว่าขอบล่างจากปัจจัย supply ราคาน้ำมันเป็นหลัก
790476253 2207271506730590 4838650518968153686 N
 
2.เสถียรภาพระบบการเงิน สถาบันการเงินปัจจุบันค่อนข้างเข้มแข็ง มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) สูงกว่า 20% เทียบกับเกณฑ์กำหนดที่ 11% และ 3. เสถียรภาพระบบการชำระเงิน ไทยมีระบบชำระเงินพร้อมเพย์และ QR Code ที่เป็นมาตรฐานระดับโลกและไม่มีค่าใช้จ่าย
 
อย่างไรก็ดี ภายใต้บริบทความผันผวนและความเสี่ยงของประเทศที่เปลี่ยนไป ภาพรวมเศรษฐกิจโตต่ำลงต่อเนื่อง จากก่อนปี 40 จีดีพีโต 7% หลังปี 2540 เหลือ 5.3% และช่วงโควิด-19 ลดลงเหลือ 2.4% ขณะที่ปีนี้คาดว่าจะเติบโตเพียง 2.3% หากเศรษฐกิจโตต่ำลง จะกระทบรายได้ของคนและภาคธุรกิจ และอาจนำไปสู่ปัญหาหนี้เสียในอนาคต
 
ทั้งนี้ หากดูเครื่องมือนโยบายการเงิน ธปท. มีเครื่องมือเดียว คือ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ปัจจุบันอยู่ที่ 1% ต่ำกว่าสวิตเซอร์แลนด์ แม้ต่ำแต่ยังเหมาะสมต่อการประคองเศรษฐกิจ และหากสถานการณ์เปลี่ยน ธปท.ก็สามารถลดดอกเบี้ยลงได้อีก แต่หากสถานการณ์ไม่เปลี่ยนก็ไม่เหมาะที่จะลด เพราะดอกเบี้ยต่ำมีผลเสียต่อผู้ฝากเงิน จึงมองว่าจังหวะดอกเบี้ยตอนนี้ยังคงเหมาะสมกับสถานการณ์
 
793071356 1871584904249133 7696150016564551175 N
 
นอกจากนี้ การส่งผ่านดอกเบี้ยมีผลจำกัด ใช้เวลา 8-12 เดือน และไม่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะจุดได้ ไทยจึงต้องมีความยืดหยุ่นและพร้อมปรับตัวเพื่อรับมือกับช็อก รวมถึงต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
 
ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา ธปท.ได้ดำเนินการ 4 เรื่อง ได้แก่ 1.แก้หนี้ครัวเรือน 2.การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs และรายย่อย 3.Fairness ในการใช้บริการทางการเงิน และ 4.เงินเทาและคอร์รัปชัน
 
ทั้งนี้ ธปท. อยู่ระหว่างเข้าไปกำกับดูแลสินเชื่อซื้อก่อนผ่อนทีหลัง (BNPL) ที่จะเปิดเฮียริ่งภายในสิ้นเดือน ก.ย. นี้ และคาดว่าจะออกใช้ได้ไตรมาสที่ 4/69 รวมถึงการเข้าไปดูแล non-bank ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการกว่า 3,600 ราย 24 ประเภท มีสัดส่วนจำนวนบัญชี 75% และปริมาณสินเชื่อ 55% เทียบกับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ที่มีสัดส่วนบัญชี 25% และปริมาณสินเชื่อ 45% เป็น 2 ใน 4 เรื่องเชิงโครงสร้าง