48 ปี ปตท. จากรากฐานที่มั่นคง สู่อนาคตที่ยั่งยืน
นับตั้งแต่ “การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย” ก่อกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2521 ท่ามกลางสภาวะวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งใหญ่ในตลาดโลก เพื่อทำหน้าที่สร้างความมั่นคงและดูแลเสถียรภาพทางด้านพลังงานให้ประเทศ จากนั้น เปลี่ยนสภาพจากรัฐวิสาหกิจแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน หลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อปี 2544 กลายเป็น “บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)” (ปตท.) โดยยังคงสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และอยู่ในกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน ได้เติบโตผ่านวันเวลาที่หมุนไปตามการเปลี่ยนแปลงของโลก เศรษฐกิจ และสังคม บนภารกิจด้านพลังงานที่ได้รับมอบหมายตั้งแต่วันแรกของการก่อตั้ง สู่การเป็น “บริษัทพลังงานแห่งชาติ” ที่ดำเนินธุรกิจในระดับสากล โดยได้รับการสนับสนุนจากคนไทยทุกภาคส่วน รวมถึงความทุ่มเทของผู้บริหารและพนักงานจากรุ่นสู่รุ่น
เกือบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ปตท. ร่วมสร้างรากฐานสำคัญให้ประเทศ และพร้อมต่อยอดรากฐาน
สู่อนาคต ภายใต้วิสัยทัศน์
Together for Sustainable Thailand, Sustainable World
ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน
4 รากฐานที่มั่นคง
1. โชติช่วงชัชวาล
การค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยนับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์พลังงานไทย และเป็นรากฐานที่ทำให้ประเทศก้าวสู่ความมั่นคงทางพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม ปตท. มีบทบาทสำคัญ
ในการสำรวจ พัฒนา และนำก๊าซธรรมชาติขึ้นมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกของประเทศ
ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ พร้อมเดินหน้าวางโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
อย่างครบวงจร ตั้งแต่ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่เชื่อมโยงแหล่งผลิตในทะเลสู่ชายฝั่ง ไปจนถึงการก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติแห่งแรกของประเทศ เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตกระแสไฟฟ้า รองรับความต้องการใช้พลังงานของภาคครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรม และภาคเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติยังได้กลายเป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่สำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อันเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ทรัพยากรของประเทศอย่างมหาศาล ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในฐานการผลิตปิโตรเคมีที่สำคัญของภูมิภาค ก่อให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน และการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สะท้อนบทบาทของ ปตท. ในฐานะผู้บุกเบิกที่เปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติของไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของการพัฒนาประเทศที่โชติช่วงชัชวาลจนถึงปัจจุบัน
2. เพื่อนร่วมเส้นทางตลอด 48 ปีที่ผ่านมา ปตท. เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยในทุกช่วงเวลา จากผู้ผลิต จัดหา และส่งมอบพลังงาน สู่ผู้สร้างประสบการณ์การเดินทางที่ครอบคลุมเส้นทางหลักของประเทศ และการใช้ชีวิต
ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่หลากหลายอย่างทั่วถึง
จากวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล ปตท. ปรับรูปลักษณ์และขยายสถานีบริการน้ำมันครบวงจรให้ครอบคลุมทั่วประเทศ 2,416 แห่ง (ข้อมูล ณ ไตรมาส 2 ปี 2569) รองรับการเดินทางและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของคนไทยทุกภูมิภาค และต่อยอดธุรกิจธุรกิจน้ำมัน ธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจอื่นๆ ไปยังต่างประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ เวียดนาม สิงคโปร์ เมียนมา มาเลเซีย ญี่ปุ่น โอมาน และซาอุดิอาระเบีย ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการเป็นรายแรกของประเทศในการจำหน่ายน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว น้ำมันแก๊สโซฮอล์ และน้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล ที่คำนึงถึงสุขภาพคนไทยและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ตอกย้ำบทบาทผู้ให้บริการด้านพลังงาน ปตท. พัฒนาสู่การเป็น Mobility & Lifestyle Partner
ที่คนไทยไว้วางใจ สร้างระบบนิเวศที่ตอบโจทย์ทั้งการเดินทางและไลฟ์สไตล์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Café Amazon ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ และศูนย์บริการยานยนต์ต่าง ๆ เพื่อเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภค ด้วยคุณภาพและบริการ ที่พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้สมกับที่คนไทยไว้วางใจ
3. เคียงข้างสังคมไทยในทุกสถานการณ์
ปตท. เดินหน้าในการขับเคลื่อนธุรกิจให้แข็งแรง ควบคู่ไปกับความมุ่งมั่นในการดูแลสังคมไทย
โดยสร้างคุณค่าสู่สังคมผ่านการดำเนินงานครอบคลุมหลากหลายมิติ
- โครงการด้านสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผ่านการปลูกและฟื้นฟูผืนป่าทั่วประเทศ เพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ฟื้นคืนความสมบูรณ์ของผืนป่าและความหลากหลายทางชีวภาพให้กลับมาสมบูรณ์อย่างยั่งยืน รวมถึงขยายผลองค์ความรู้ผ่านศูนย์เรียนรู้
ทางธรรมชาติ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านป่าและระบบนิเวศ รวมถึงสร้างพลังการมีส่วนร่วมของสังคม
ผ่าน “รางวัลลูกโลกสีเขียว” ที่ยกย่อง เชิดชูชุมชน บุคคล และกลุ่มเยาวชนต้นแบบด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำป่า อย่างยั่งยืน
- โครงการด้านสังคม สร้างโอกาสด้านการศึกษา ผ่านสถาบันการศึกษาชั้นนำทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัย ทั้งในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย “โรงเรียนกำเนิดวิทย์” (KVIS) และระดับอุดมศึกษา “สถาบันวิทยสิริเมธี” (VISTEC) ตั้งแต่ปี 2558 เพื่อสร้างนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยให้กับประเทศ รวมถึงการส่งเสริมแรงบันดาลใจและการพัฒนาทักษะด้าน STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) ผ่านการจัดค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการแก่เยาวชนระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศ รวมถึงส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ผ่านการจัดการประกวดศิลปกรรม ปตท. “PTT Art Awards” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 41 เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และศักยภาพของคนไทย เพื่อให้ศิลปะเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมและวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่และเติบโตอย่างยั่งยืน และการพัฒนาและอนุรักษ์อาคารบ้านเจ้าพระยาจนกลายเป็น PTT Art Gallery ณ บ้านเจ้าพระยา เพื่อเป็นพื้นที่แสดงงานศิลปะและเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้าถึงงานศิลปะ ภายใต้แนวคิด "Art for All" เพื่อขับเคลื่อนให้ศิลปะเข้าถึงผู้คนในวงกว้าง อีกทั้ง ส่งเสริมและยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน ผ่านโครงการ “รักษ์ป่า สร้างคน ๘๔ ตำบล วิถีพอเพียง” ที่ ปตท. ได้น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาถ่ายทอด สร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชน ตลอดจน พัฒนาทักษะอาชีพ สร้างรายได้ ให้แก่ชุมชน ผ่านโครงการ “Community Coffee Sourcing” ด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกร ให้มีความรู้ในการปลูกกาแฟระบบอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการพัฒนากลุ่มเกษตรกรผู้เพาะปลูกและแปรรูปกาแฟของไทยอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ปตท. ยังอยู่เคียงข้างสังคมไทยในยามวิกฤตต่าง ๆ ผ่านการบรรเทาภาระค่าครองชีพด้านพลังงาน และส่งมอบความช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติและภัยพิบัติต่าง ๆ อาทิ อุทกภัย แผ่นดินไหว ไฟไหม้ โดยสนับสนุนถุงยังชีพ และส่งทีมปฏิบัติการ PTT Group SEALs หน่วยเฉพาะกิจของพนักงาน กลุ่ม ปตท. ที่ผ่านการอบรมและมีประสบการณ์ในการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก และสถานการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหว ด้วยการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีที่ทันสมัยร่วมสนับสนุนปฏิบัติการค้นหาผู้รอดชีวิตในอาคารที่ถล่มลงมา พร้อมสนับสนุนถุงยังชีพที่ระดมกำลังพนักงานร่วมบรรจุสิ่งของเครื่องใช้และอาหารที่จำเป็นกับโครงการ “พลังไทย ใจอาสา” รวมถึงการจัดตั้งโครงการ “ลมหายใจเดียวกัน” เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยอย่างครบวงจร ด้วยการจัดตั้งหน่วยคัดกรองผู้ป่วยเชิงรุก และโรงพยาบาลสนาม เพื่อช่วยลดความแออัดของระบบสาธารณสุข รวมถึงการสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นแก่โรงพยาบาลในพื้นที่วิกฤตทั่วประเทศ
4. การสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต
ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ ปตท. ในฐานะกลไกหลักที่ช่วยพยุงและฟื้นฟูเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของชาติ ด้วยการปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาวิกฤติอย่างเป็นระบบ โดยเข้าปรับโครงสร้างหนี้ของบริษัทในกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี พร้อมทั้งนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งไม่เพียงทำให้องค์กรมีฐานะการเงินที่เข้มแข็งขึ้น
แต่ยังช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยในช่วงเวลานั้นอีกด้วย
นับตั้งแต่นั้นมา ปตท. ได้กลายเป็นหุ้นกลุ่มพลังงานที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการเพิ่มมูลค่าของตลาดหลักทรัพย์ไทย เป็นแรงขับเคลื่อนที่ก่อให้เกิดการพัฒนาตลาดทุนไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งพร้อมทั้งเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเงินให้กับประเทศโดยรวม ผลประกอบการของ ปตท. ยังเป็นกำลังสำคัญในการเสริมสร้างฐานะทางการเงินให้กับภาครัฐ ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปี 2544 ถึงปี 2568 กลุ่ม ปตท. ได้นำส่งรายได้คืนสู่ภาครัฐในรูปแบบเงินปันผลและภาษีเงินได้รวมกว่า 1.38 ล้านล้านบาท
ซึ่งเป็นเม็ดเงินสำคัญที่ภาครัฐนำไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในหลากหลายมิติ
นอกเหนือจากบทบาทด้านการนำส่งรายได้แล้ว การขยายการลงทุนของกลุ่ม ปตท. ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในระดับมหภาคของเศรษฐกิจไทย ทั้งในแง่ของการสร้างงานและสร้างอาชีพให้กับคนไทย การพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่เชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่คุณค่าตลอดจนการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยให้ทัดเทียมและยืนหยัดได้อย่างสง่างามบนเวทีเศรษฐกิจระดับสากล สะท้อนถึงบทบาท ปตท. ในฐานะเสาหลักที่ร่วมขับเคลื่อนความเจริญรุ่งเรืองของประเทศไทยอย่างต่อเนื่องยาวนาน
4 อนาคตที่ยั่งยืน
1. ผู้นำการเปลี่ยนผ่านด้านความยั่งยืน
ปตท. ยึดมั่นบทบาทผู้นำการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างสมดุล 3 มิติ (Energy Trilemma) คือ การเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน (Security) การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างคุณค่าและการเติบโตที่ยั่งยืนให้แก่ทุกภาคส่วน (Sustainability) และการจัดหาพลังงานที่ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสมและมีความสามารถในการแข่งขัน (Affordability and Competitiveness) พร้อมขับเคลื่อนประเทศ สู่อนาคตที่ยั่งยืน ภายใต้กลยุทธ์ C3 ที่บูรณาการความยั่งยืนเข้าสู่ทุกกระบวนการของการดำเนินธุรกิจ ประกอบด้วย
C1: Climate-Resilience Business - พัฒนาธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนธุรกิจ Lifestyle & Sustainable Ecosystem และอื่น ๆ ควบคู่กับการปรับโครสร้างธุรกิจ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
C2: Carbon Conscious Asset - ปรับปรุงและควบคุมกระบวนการผลิตเพื่อลดการใช้พลังงานและการเผาทิ้ง ใช้พลังงานหมุนเวียนทดแทนฟอสซิล ควบคู่การศึกษาพลังงานทางเลือก ประยุกต์ใช้ดิจิทัลและ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม
C3: Coalition, Co-Creation, and Collective Efforts for All - ผสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุนใหม่ในระยะยาว
โดยไม่เพียงมุ่งเป้าสู่การเป็น Global LNG Player เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานในระดับภูมิภาค แต่ยังเป็นแกนหลักของประเทศในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีการลดก๊าซเรือนกระจก อาทิ เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage : CCS) การใช้ประโยชน์จาก Hydrogen เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานสะอาดในระยะยาว รวมถึงการเพิ่มการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ด้วยวิธีทางธรรมชาติ ผ่านการปลูกและบำรุงรักษาป่าเพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases: GHGs) ลงร้อยละ 15 ภายในปี 2578 (ค.ศ. 2035)
และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions ภายในปี 2593 (ค.ศ. 2050) ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย
2. องค์กรแชมเปี้ยนของไทย
ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน ปตท. ยกระดับศักยภาพขององค์กรอย่างต่อเนื่อง
จนก้าวขึ้นสู่การเป็น "National Champion" หรือองค์กรแชมเปี้ยนของไทยที่ทำหน้าที่นำพาทั้งประเทศและองค์กรพันธมิตรไทยให้เติบโตไปด้วยกันบนเวทีโลก ผ่านธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่ ปตท. ขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทยในระยะยาว ควบคู่ไปกับการแสวงหาและเชื่อมโยงโอกาสใหม่ๆ ด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางธุรกิจ
ในระดับนานาชาติ
ภายใต้กลยุทธ์ในการเดินหน้าขยายการลงทุนและการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศอย่างครบวงจร ผ่านเครือข่ายสำนักงานการค้าระหว่างประเทศที่เข้มแข็งและเปี่ยมด้วยความเชี่ยวชาญตามมาตรฐานสากล ส่งผลให้ปัจจุบัน ปตท. มีสำนักงานกระจายอยู่กว่า 6 แห่งในหลายภูมิภาคทั่วโลก ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์หลักครอบคลุมเครือข่ายการค้ากว่า 70 ประเทศ เครือข่ายนี้เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงธุรกิจไทยกับเวทีโลก ให้อุตสาหกรรมไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล เป็นกลไกที่สร้างมูลค่าเพิ่มและขยายการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับองค์กร พร้อมกับนำพาพันธมิตรทางธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างมั่นคง ตอกย้ำบทบาทของ ปตท. ในฐานะองค์กรที่สร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทยในสายตานานาชาติ
3. ช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง
ปตท.ยังคงมุ่งมั่นสร้างความเข้มแข็งและสนับสนุนช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง ด้วยการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชนอย่างยั่งยืน โดยการบูรณาการศักยภาพความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของบริษัทใน กลุ่ม ปตท. ด้วยกระบวนการทำงานแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน ผ่านโครงการ “ชุมชนเข้มแข็ง” ที่ต่อยอดมาจากโครงการ “รักษ์ป่า สร้างคน ๘๔ ตำบล วิถีพอเพียง” เพื่อพัฒนาชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ตามกรอบการพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง 5 มิติ ได้แก่ มิติพลังงานและเทคโนโลยี มิติทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มิติเศรษฐกิจ มิติสังคมชุมชน และมิติวัฒนธรรมและการเรียนรู้ รวมถึงโครงการ “พัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนและการตลาด” เพื่อยกระดับสินค้าชุมชน และพัฒนาศักยภาพชุมชนให้สามารถดำเนินธุรกิจชุมชนได้อย่างยั่งยืน และโครงการ “ชุมชนยิ้มได้” เพื่อเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าชุมชน และขยายตลาดให้กับชุมชนได้กว้างขวางขึ้น
นอกจากนี้ ปตท. ยังสร้างโอกาสให้กับกลุ่มเปราะบาง ด้วยการพัฒนาทักษะ สร้างอาชีพและรายได้ ให้แก่ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ และผู้สูงอายุ ผ่านการดำเนินงานในรูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) โดย บริษัท สานพลังวิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ที่มีพันธกิจสำคัญในการพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคมที่ยั่งยืน ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ โครงการ “Café Amazon for Chance” และโครงการ “Community Coffee Sourcing” รวมถึงการดำเนินงานในรูปแบบมูลนิธิ ดำเนินงานเพื่อสังคมโดยไม่แสวงหาผลกำไร โดย มูลนิธิพลังที่ยั่งยืน ที่มีภารกิจที่ชัดเจนในการนำความรู้ขับเคลื่อนการพัฒนาเพื่อประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม อาทิ โครงการพัฒนาทักษะทางสังคมและอาชีพแก่เยาวชนด้อยโอกาส
4. บูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับธุรกิจ
ปตท. ปรับกระบวนการดำเนินงานด้วยเทคโนโลยี AI และนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ากับทุกมิติของธุรกิจ เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ และมุ่งพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขัน และสร้างการเติบโตในระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากร โครงสร้างและระบบบริหารจัดการ พร้อมก้าวสู่องค์กรแห่งอนาคต ภายใต้โครงการ AXIS ซึ่งเป็นโครงการ AI Transformation & Synergy หรือพลังร่วม ที่มุ่งผสานคน เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้าด้วยกัน เพื่อขับเคลื่อนการทำงานในองค์กรเข้าสู่โลกยุคดิจิทัล
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ Axistant แพลตฟอร์ม AI ระดับองค์กรของ ปตท. ที่พัฒนาขึ้นเพื่อเป็น Enterprise Chat สำหรับพนักงาน ช่วยค้นหา วิเคราะห์ และสรุปข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สนับสนุนการทำงานและการตัดสินใจในทุกระดับขององค์กร พร้อมส่งเสริมการประยุกต์ใช้ AI ให้เกิดประโยชน์จริงในการดำเนินธุรกิจ
นอกจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีแล้ว ปตท. ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรควบคู่กัน โดยเดินหน้าโครงการ Upskill และ Reskill ด้านดิจิทัลและ AI อย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น AI Boost Camp เพื่อส่งเสริมความรู้และทักษะด้าน AI ให้พนักงาน จัดตั้ง AI Space พื้นที่แห่งการเรียนรู้ ทดลอง และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้าน AI สำหรับพนักงานกลุ่ม ปตท. เพื่อส่งเสริมการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานจริง โดยเปิดโอกาสให้พนักงานได้ร่วมพัฒนาแนวคิด แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อเร่งการสร้างนวัตกรรมภายในองค์กร
รากฐานที่มั่นคง ตลอดระยะเวลา 48 ปี เกิดขึ้นจากกำลังใจและแรงสนับสนุนของทุกภาคส่วน
… และนับจากวันนี้ ทุกย่างก้าวของการเดินทางของ ปตท. จะยังคงยืดหยัด แน่วแน่ว และสร้างความแข็งแรงให้สังคม ประเทศและโลก เพื่อเติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคง ยั่งยืน