สคร.เผย 11 ด. รัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้เข้าคลัง 1.97 แสนล. สำนักงานสลากฯ ยืนหนึ่ง 4.7 หมื่นล้าน คาดทั้งปีงบประมาณ69 ได้ 2.03 แสนล้าน

เศรษฐกิจ1 ก.ย. 2569 • 15:35 น.
 สคร.เผย 11 ด. รัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้เข้าคลัง 1.97 แสนล. สำนักงานสลากฯ ยืนหนึ่ง 4.7 หมื่นล้าน คาดทั้งปีงบประมาณ69 ได้ 2.03 แสนล้าน

นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผย ผลการจัดเก็บเงินรายได้ของรัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐปีงบประมาณ 2569 ในช่วง 11 เดือน (ต.ค. 68-ส.ค. 69) 197,356 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 33,455 ล้านบาท หรือคิดเป็น 120% การจัดเก็บรายได้แผ่นดินหรือเงินปันผลสูงสุด 10 อันดับแรก ดังนี้

1. สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 47,388 ล้านบาท

2.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 33,754 ล้านบาท

3. กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง 19,202 ล้านบาท4.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ 18,244 ล้านบาท

5.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 16,011 ล้านบาท

6.ธนาคารออมสิน 13,389 ล้านบาท

7. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 8,100 ล้านบาท

8.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 6,963 ล้านบาท

9.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 5,552 ล้านบาท

10.การไฟฟ้านครหลวง 5,104 ล้านบาท

1

ทั้งนี้คาดว่าผลการจัดเก็บเงินนำส่งรายได้แผ่นดินฯ ประจำปีงบประมาณ 2569 จำนวน 203,000 ล้านบาท คิดเป็น 111% ของเป้าหมายทั้งปี

นายธิบดี กล่าวว่า สำหรับการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ การลงทุนของรัฐวิสาหกิจมีความสำคัญต่อการจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐาน บริการด้านสาธารณูปโภค บริการสารณะ เพื่อพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในช่วง 11 เดือน ของปี 2569 รัฐวิสาหกิจ 43 แห่งเบิกจ่ายเงินลงทุนไปแล้วทั้งสิ้น 218,352 ล้านบาท จากกรอบงบลงทุนปีงบประมาณ 2569 จำนวน 236,839 ล้านบาท โดยคิดเป็น 92.19% ซึ่งเมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2568 ที่เบิกจ่ายได้ 86.65% ถือว่ารัฐวิสาหกิจมีประสิทธิภาพการเบิกจ่ายสูงกว่าเดิม และคาดว่า ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 สคร. สามารถเร่งรัดและกำกับติดตามให้รัฐวิสาหกิจสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้สูงกว่า 225,998 ล้านบาท หรือคิดเป็น 95.40%ของเป้าหมาย สูงกว่าขั้นต่ำที่รัฐบาลกำหนด

นายธิบดี กล่าวว่า ส่วนการส่งเสริมให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) และ Green PPP ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (คณะกรรมการ PPP) ได้เห็นชอบโครงการ PPP จำนวน 5 โครงการ มูลค่ารวม 14,023 ล้านบาท ดังนี้

- โครงการการพัฒนาและบริหารจัดการที่พักริมทาง (Rest Area) จำนวน 3 โครงการ โดยเป็นโครงการของกรมทางหลวง 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ Rest Area บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 สายบางปะอิน – นครราชสีมา มูลค่า 3,520 ล้านบาท และโครงการ Rest Area บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข 81 สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี มูลค่า 2,380 ล้านบาท และโครงการของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย 1 โครงการ ได้แก่ โครงการ Rest Area ในเขตทางพิเศษบริเวณบางโปรง บนทางพิเศษกาญจนาภิเษก(บางพลี – สุขสวัสดิ์) มูลค่า 1,602 ล้านบาท โดยทั้ง 3 โครงการ จะช่วยอำนวยความสะดวกและดึงดูดให้มีผู้ใช้บริการบนเส้นทางดังกล่าวเพิ่มขึ้น รวมถึงลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุทางถนน

- โครงการการจัดตั้งศูนย์บำบัดโรคมะเร็งด้วยเทคโนโลยีการฉายอนุภาคโปรตอนของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นโครงการร่วมลงทุนเชิงสังคมต้นแบบ ด้านสาธารณสุข วงเงินลงทุนรวม 2,568 ล้านบาทซึ่งเป็นการยกระดับการรักษาโรคมะเร็งแบบครบวงจร รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง

- โครงการท่าเทียบเรือ A5 ท่าเรือแหลมฉบัง ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ความยาวหน้าท่า 697 เมตร วงเงินลงทุนรวม 3,953 ล้านบาท โดยโครงการเป็นท่าเรือที่รองรับการขนส่งรถยนต์ (Roll-On/Roll-Off : Ro/Ro) ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการขนส่งทางน้ำของประเทศ

7

นอกจากนี้ สคร. อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) สีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green PPP) ซึ่งการดำเนินโครงการ Green PPP จะคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมในการพัฒนาและดำเนินโครงการ (Green Project Design) อาทิ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษของเสีย การกำหนดตัวชี้วัด (Green KPI) ที่วัดผลได้ชัดเจน และการกำหนดเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมในสัญญา PPP(Green Clauses) รวมถึงการติดตามและประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตลอดระยะเวลาโครงการ โดยในการพัฒนาโครงการ Green PPP จะมีการกำหนดมาตรการสนับสนุนแก่หน่วยงานเจ้าของโครงการและเอกชนผู้ร่วมลงทุน

นายธิบดี กล่าวว่า สำหรับผการดำเนินงานของกองทุนรวมวายุภักษ์ในปี 2569 ดัชนีตลาดหุ้นไทย ปรับตัวขึ้นอย่างมาก ในขณะที่กองทุนฯ ที่เน้นการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนดี มีความมั่นคง มีความยั่งยืนในการประกอบธุรกิจ และการกำกับดูแลกิจการที่ดี จึงสร้างผลการดำเนินงานที่โดดเด่นสอดรับกับทิศทางของตลาดทุนไทย โดย ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 กองทุนฯ มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (Net Asset Value : NAV) จำนวน 595,548 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2568 อยู่ที่ 490,390 ล้านบาท อัตราผลตอบแทน 28.10% โดยแบ่งเป็น NAV ของหน่วยลงทุนประเภท ก. จำนวน 155,609.10 ล้านบาท และหน่วยลงทุนประเภท ข. จำนวน 439,939.25 ล้านบาท สคร. ได้ติดตามผลการดำเนินงานของกองทุนฯ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กองทุนฯ เป็นทางเลือกในการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดี

 

สำหรับการเจรจาการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) สคร. ในฐานะหัวหน้ากลุ่มเจรจาความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ไทย – สหภาพยุโรป ในบทรัฐวิสาหกิจ ซึ่งถือเป็นการเจรจา FTA ฉบับแรกที่มีการเจรจาในประเด็นรัฐวิสาหกิจ โดยทั้งสองฝ่ายได้ผลักดันการเจรจาให้บรรลุข้อตกลงในทุกประเด็นคงค้างที่สำคัญ รวมถึงการเจรจาข้อสงวนและข้อยกเว้นภายใต้ บทรัฐวิสาหกิจในเบื้องต้นแล้ว คาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ของรัฐวิสาหกิจโดยไม่กระทบต่อ