“สุชาติ” เสนอปฏิรูป สตง. เปลี่ยนจาก “องค์กรตรวจจับความผิด” สู่ “องค์กรพิทักษ์เงินประชาชน” ใช้ AI-ข้อมูลสกัดโกง

เศรษฐกิจ31 ส.ค. 2569 • 13:01 น.
“สุชาติ” เสนอปฏิรูป สตง. เปลี่ยนจาก “องค์กรตรวจจับความผิด” สู่ “องค์กรพิทักษ์เงินประชาชน” ใช้ AI-ข้อมูลสกัดโกง

วันที่ 31 ส.ค.69 ศ​าสตราจารย์​ ดร.สุชาติ​ ธา​ดา​ธำ​รง​เวช​ สมาชิก​สภา​ผู้แทนราษฎร​ และอดีตรัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวงการคลัง​ กล่าวว่า​สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีหน้าที่สำคัญในการตรวจสอบการใช้เงินและทรัพย์สินของรัฐ เพราะเงินงบประมาณทั้งหมดมาจากประชาชน ไม่ว่าจะมาจากภาษี​ หรือการกู้เงินที่ประชาชนต้องรับผิดชอบ​ในอนาคต

การตรวจเงินแผ่นดินจึงไม่ควรถามเพียงว่า “ทำถูกระเบียบหรือไม่” แต่ควรถามต่อว่า “เงินของประ​ชาชน​ ถูกใช้โดยสุจริต ประหยัด​​​ คุ้มค่า และเกิดผลจริงหรือไม่” ดังนั้น สตง.ไทยควรปฏิรูปจากระบบที่เน้นตรวจเอกสารและตรวจย้อนหลัง ไปสู่ระบบที่ใช้ข้อมูล เทค​โนโลยี และการประเมินผลลัพธ์ คือเปลี่ยนจากการตรวจ “ถูกระเบียบ” ไปสู่ “ความคุ้มค่า” โครง​การของรัฐอาจทำถูกทุกขั้นตอน แต่ถ้าซื้อของแพง สร้างแล้วไม่ได้ใช้ หรือใช้งบมาก แต่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ ก็ถือว่าใช้เงินไม่คุ้มค่า

สตง.จึงควรเพิ่มการตรวจโดยดูความคุ้มค่าของเงิน โดยพิจารณา 3 เรื่องสำคัญ คือ​ Economy: ใช้ต้นทุนเหมาะสมหรือไม่, Efficiency: ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่,​ และ​ Effectiveness: บรรลุเป้าหมายจริงหรือไม่, เป้าหมายจึงควรเปลี่ยนจาก​ "ใช้เงินถูกระเบียบหรือไม่” เป็น​ "ประชาชนได้รับประโยชน์คุ้มกับเงินที่จ่ายหรือไม่”

ควรใช้การตรวจสอบโดยใช้ความเสี่ยงเป็นฐาน (Risk-Based Audit) งบประมาณภาครัฐมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะตรวจทุกโครงการในระดับเดียวกัน​ สตง.จึงควรจัดอันดับความเสี่ยง แล้วเน้นตรวจโครงการที่มีลักษณะ เช่น​ มูลค่าสูง, มีผู้เสนอราคาน้อย,​ ผู้รับเหมารายเดิมชนะซ้ำ, ราคาสูงผิด ปกติ, แก้สัญญาหรือเพิ่มวงเงินหลายครั้ง, งานล่าช้า, มีข้อร้องเรียนมาก, หน่วยงานมีประวัติความเสียหาย​ หลักก็คือ “ยิ่งเงินมากและความเสี่ยงสูง ยิ่งต้องถูกตรวจมาก” วิธีนี้จะทำให้ทรัพยากรของ สตง.​ถูกใช้ตรงจุดกว่าการตรวจทุกหน่วยงานในลักษณะเดียวกัน

เปลี่ยนจากการตรวจย้อนหลัง เป็นเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) จุดอ่อนของระบบเดิมคือ เมื่อพบความเสียหาย เงินอาจถูกจ่ายออกไปแล้ว​ แม้จะเอาผิดภายหลังได้ แต่การเรียกเงินคืนยากและใช้เวลานาน​ สตง.ควรพัฒนา Early Warning และ Real-Time Audit เพื่อค้นหาความผิดปกติก่อน “การป้องกันเงิน 1,000 ล้านบาทไม่ให้สูญหาย มีคุณค่ามากกว่าการตรวจพบว่าเงิน 1,000 ล้านบาทสูญหายไปแล้ว”

สตง.ควรเปลี่ยนจากการตรวจแฟ้มเอกสารไปสู่ Digital Audit ควรเชื่อมโยงข้อมูลสำคัญ เช่น​ ข้อ​ มูลงบประมาณ, ข้อมูลบริษัทและกรรมการ,​ ประวัติผู้รับเหมา, การแก้ไขสัญญา, การเบิกจ่าย, เมื่อนำข้อมูลเหล่านี้วิเคราะห์ร่วมกัน จะสามารถพบความเชื่อมโยงและความผิดปกติ​ ที่การตรวจทีละเอกสารมองเห็นได้ยาก

ใช้ Big Data และ AI ตรวจจับคอรัปชัน​   AI สามารถช่วยวิเคราะห์ธุรกรรมภาครัฐจำนวนมาก และค้นหารูปแบบน่าสงสัย เช่น​ บริษัทหลายแห่งแข่งประมูลกันแต่มีกรรมการหรือผู้ถือหุ้นเกี่ยวข้องกัน, หลายบริษัทใช้ที่อยู่เดียวกัน, ผู้รับเหมาหลายรายผลัดกันชนะงาน, ราคาเสนอแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยผิดธรรมชาติ, หรือโครงการประเภทเดียวกันมีราคาต่างกันมากระหว่างจังหวัด
 
แยก “ผิดระเบียบ” ออกจาก “ทุจริต” ซึ่​งเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะ​ “ผิดระเบียบ ไม่ได้หมายความว่าทุจริตเสมอไป” การแยกให้ชัดจะทำให้ระบบเข้มแข็งต่อคนโกง แต่เป็นธรรมกับคนสุจริต คุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่ตัดสินใจโดยสุจริต​ ระบบตรวจสอบที่เข้มเกินไปอาจทำให้ข้าราชการเกิดความคิดว่า​ "ไม่ทำอะไรเลยปลอดภัยที่สุด” เมื่อไม่มีใครกล้าตัดสินใจ โครงการของรัฐก็ล่าช้าและประชาชนเสียประ​โยชน์​ จึงควรมีหลัก Good Faith Safe Harbor คือคุ้มครองผู้ที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

การตรวจแล้วต้องติดตามจนจบ การเขียนรายงานไม่ถือว่างานเสร็จ​ ทุกเรื่องสำคัญควรถูกติดตามเป็นลำดับ คือ​ ตรวจพบ → ชี้แจง → แก้ไข → เรียกเงินคืน → ดำเนินคดี → คดีสิ้นสุด, ประชาชนควรทราบได้ว่า​ พบความเสียหายเท่าไร​ เรียกเงินคืนได้เท่าไร​ ใครรับผิดชอบ​ หน่วยงานแก้ไขแล้วหรือยัง​

ให้รัฐสภาและประชาชนใช้ประโยชน์จากงานตรวจมากขึ้น ในสหรัฐฯและอังกฤษมีการใช้รายงานขององค์กรตรวจเงินแผ่นดินเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐสภาในการตรวจสอบรัฐบาล​ ประเทศไทยจึงควรทำให้รายงานสำคัญของ สตง.เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะ​ โครงการขนาดใหญ่ที่มีความเสียหาย​ หน่วยงานที่มีปัญหาซ้ำ​ โครงการที่ใช้เงินมากแต่ให้ผลต่ำ​​ แต่ สตง.ต้องรักษาความเป็นอิสระ ไม่เป็นเครื่องมือของรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน

เปลี่ยน KPI ของ สตง. หากการวัดผลงานมาจากจำนวนเรื่องที่ตรวจ เจ้าหน้าที่ก็จะมีแรงจูงใจให้ผลิตรายงานจำนวนมาก จึงควรเปลี่ยน KPI ให้สะท้อนผลประโยชน์ต่อประเทศ เช่น​ ป้องกันความเสียหายได้กี่บาท,​ เรียกเงินคืนได้กี่บาท,​ ทำให้รัฐประหยัดเงินได้เท่าไร, หน่วยงานได้แก้ไขตามข้อเสนอแนะกี่เปอร์เซ็นต์, ปัญหาเดิมลดลงหรือไม่, ตรวจและแก้ปัญหาได้เร็วเพียงใด​, อันนี้จะเปลี่ยนวัฒน​ธรรมจาก​ "ผลิตรายงาน” ไปเป็น ​"รักษาเงินประชาชน”

บทเรียนจากต่างประ เทศ:​ สหรัฐฯมีจุดเด่นคือไม่ได้ตรวจบัญชีอย่างเดียว แต่ตรวจประสิทธิ ภาพโครงการ วิเคราะห์นโยบาย และสนับสนุนรัฐสภา โดยยึดหลักความเป็นมืออาชีพ เป็นอิสระ และไม่ฝักใฝ่ฝ่ายการเมือง, อังกฤษ​ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าของเงิน โดยตรวจว่าเงินภาษีสร้างผลลัพธ์คุ้มค่าหรือไม่ และยังรายงานผลประโยชน์ทางการเงินที่เกิดจากงานตรวจสอบด้วย ในสิงคโปร์ ​Auditor-General's Office เน้น ความอิสระ, มืออาชีพ และความซื่อสัตย์ ผลการตรวจถูกนำเสนอต่อรัฐสภาและเผยแพร่ต่อสาธารณะ

กฎหมายควรปรับอย่างไร:​ การปฏิรูปสตง.​ ควรทบทวนกฎหมายในประเด็นสำคัญอย่างน้อย 5 ด้าน​ (ก)​ แยกบทบาทคณะกรรมการกับผู้ว่าการให้ชัดเจน​ คณะกรรมการควรทำหน้าที่กำหนดนโยบาย มาตรฐาน และกำกับดูแล ส่วนผู้ว่าการรับผิดชอบการตรวจสอบทางวิชาชีพ เพื่อป้องกันการแทรกแซงงานตรวจเฉพาะราย (ข) ​กำหนดความคุ้มค่าของเงินเป็นภารกิจหลัก ครอบคลุมทั้งความถูกต้อง ความประหยัด ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และผลลัพธ์ต่อประชาชน​ (ค) รองรับ Digital Audit เปิดทางให้ สตง.เชื่อมฐานข้อมูลรัฐ วิเคราะห์ Big Data และใช้ AI ภายใต้กฎคุ้มครองข้อมูลที่ชัดเจน​ (ง)​ เพิ่มการคุ้มครองเจ้าหน้าที่สุจริตที่ใช้ดุลพินิจบนข้อมูลและเหตุผลที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ระบบตรวจสอบทำให้ราชการไม่กล้าทำงาน​ (จ) ​ให้สตง.มี Accountability:ความรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่ตนเอง​ ควรรายงานทุกปีว่าใช้งบเท่าไร ป้องกันความเสียหายได้เท่าไร เรียกเงินคืนได้เท่าไร และข้อเสนอแนะถูกนำไปใช้จริงเพียงใด ดร.สุชาติ​ กล่าว