ปชช.ลุ้นทางออก “ค่าโดยสารรถไฟฟ้า” การบ้านที่รัฐบาล-เอกชน ต้องร่วมแก้!
การเดินทางของประชาชน ณ วันนี้ เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตโดยเลือกที่จะใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น โดยเฉพาะ “รถไฟฟ้า” เนื่องจากมีความสะดวก รวดเร็ว และมีโครงข่ายเส้นทางที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น แม้จะต้องแลกกับ “ค่าโดยสาร” ที่แพงกว่าระบบขนส่งสาธารณะประเภทอื่นก็ตาม
ทั้งนี้ค่าโดยสารแต่ละเส้นทางมีราคาที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับต้นทุนการก่อสร้างแต่ละเส้นทางว่าเส้นทางนั้น รัฐ หรือ เอกชน ที่ลงทุนมากกว่ากัน
เพราะถ้ารัฐลงทุนมากกว่าเอกชน ค่าโดยสารก็จะถูกกว่าที่เอกชนลงทุน100%!!!
ยกตัวอย่างค่าโดยสารที่รัฐลงทุน อาทิ "สายสีน้ำเงิน" หัวลำโพง-หลักสอง และบางซื่อ-ท่าพระ มี บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) รับสัมปทาน วิ่งเป็นวงกลม เชื่อมสายสีม่วง (เตาปูน-คลองบางไผ่) ที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จ้าง BEM เดินรถ และเมื่อ 1 ม.ค. 2564 ได้ปรับค่าโดยสารขึ้น 1 บาท เป็น 17-42 บาท สัญญาให้ปรับขึ้นทุก 2 ปี ตาม CPI สายสีน้ำเงินคนใช้บริการเฉลี่ย 35 บาทต่อเที่ยว
ล่าสุด รฟม.จัดโปรโมชั่นบัตรโดยสารตั๋วเที่ยว 30 วัน ของสายสีน้ำเงิน สีม่วง และบัตร Multiline Pass สำหรับเดินทางข้ามระบบ สายสีม่วงเริ่ม 1 ก.พ.นี้ สายสีน้ำเงินและบัตร Multiline Pass จะเริ่ม 1 มี.ค.นี้ โดย รฟม.รับภาระ ค่าแรกเข้า 14 บาท แทนประชาชน หากเดินทางโดยไม่ใช้บัตรโดยสารนั่งสีม่วงต่อสีน้ำเงินเสียสูงสุด 70 บาท หากใช้บัตร Multiline Pass จ่าย 45-54 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนเที่ยวที่ซื้อ
รถไฟฟ้าสายใหม่ที่จะเปิดปีนี้ คือ สายสีแดง ตลิ่งชันบางซื่อ-รังสิต 41 กม. 13 สถานี จะทดลองใช้ ก.ค. และเปิดทั่วไปแบบเก็บค่าโดยสาร พ.ย.นี้ ซึ่งรอ "ศักดิ์สยาม ชิดชอบ"อนุมัติราคา 14-42 บาท ลดจากเดิมที่จะเก็บ 15-50 บาท
ขณะที่สายสีชมพู แคราย-มีนบุรี และสายสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง จะเปิดเต็มรูปแบบปี 2565 ค่าโดยสาร 14-42 บาท หากใช้ในระบบของ รฟม.จะเก็บค่าแรกเข้าครั้งเดียวคือ 14 บาท ส่วนสายสีส้ม บางขุนนนท์-มีนบุรี จะเปิดช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี ปี 2567 เก็บ 15-45 บาท ลดลงจากผลศึกษาที่กำหนด 17-62 บาท
ยกตัวอย่างค่าโดยสารที่เอกชนลงทุน อาทิ สายสีเขียว กรุงเทพมหานคร เป็นผู้ดูแล ที่จะเริ่มเก็บ 16 ก.พ. 2564 ราคา 15-104 บาทนั้น กำลังถูกวิจารณ์หนัก (ดูตาราง น.1) คือเก็บค่าแรกเข้าครั้งเดียว จากนั้นเก็บเพิ่มสถานีละ 3 บาท หลังเปิดนั่งฟรีส่วนต่อขยาย "แบริ่ง-สมุทรปราการ และหมอชิต-คูคต" ตั้งแต่ปลายปี 2561 กทม.ประเมินว่า หากเดินทางจากส่วนหลักไปยังส่วนต่อขยายหมอชิต-คูคต จะมีค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 74 บาท และไปยังสายสีลม จบที่สถานีบางหว้า 86 บาท หากเดินทางจากส่วนหลักไปส่วนต่อขยายแบริ่ง-เคหะสมุทรปราการ ค่าโดยสารสูงสุดที่ 74 บาท และไปสถานีบางหว้าอยู่ที่ 86 บาท และถ้าเดินทางทั้งระบบ ค่าโดยสารสูงสุดคือ 104 บาท
ค่าโดยสารทั้งหมดอยู่ระหว่างรอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ ตีคู่มากับสัญญาสัมปทานที่จะต่อให้ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) อีก 30 ปี ตั้งแต่ 2572-2602 ซึ่งมีประเด็นค่าโดยสารต้องพิจารณาด้วย รวมระยะทาง 68.25 กม. 59 สถานี เก็บค่าแรกเข้าครั้งเดียว เริ่มที่ 15 บาท สูงสุดไม่เกิน 65 บาท นับตั้งแต่สถานีที่ 19 และปรับ ค่าโดยสารทุก 2 ปี ตามดัชนีผู้บริโภค (CPI)
และ สายสีทอง ช่วงกรุงธนบุรี-คลองสาน มีระยะทาง 1.88 กม. ที่กลุ่มไอคอนสยามลงทุนก่อสร้างให้ กทม. เปิดใช้เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา มี 3 สถานี เก็บ 15 บาทตลอดสาย แต่เมื่อเข้าระบบบีทีเอสที่กรุงธนบุรี จะต้องเสียค่าแรกเข้าอีก 16 บาท
ส่วน แอร์พอร์ตลิงก์ จากพญาไท-สนามบินสุวรรณภูมิ มีบริษัทลูกของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) บริหาร กำลังนับถอยหลังโอนให้ "กลุ่ม ซีพี." ที่จะเข้าบริหาร ต.ค.นี้ เปิดมา 10 ปี ยังไม่ปรับค่าโดยสาร ยังเก็บ 15-45 บาท โดยมี 8 สถานี ส่วนใหญ่จะใช้บริการหนาแน่นช่วงเช้า-เย็น เพราะเชื่อมกับสายสีน้ำเงินที่เพชรบุรี และบีทีเอสพญาไทได้ และใช้บริการไม่เกิน 4-5 สถานี ทั้งนี้ ในสัญญาสัมปทานทางกลุ่ม ซีพี.สามารถปรับค่าโดยสารได้ มีเพดานราคาจากพญาไท-สุวรรณภูมิ ไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว แต่ถ้าเปิดส่วนต่อขยายเพิ่มเติมไปยังบางซื่อและดอนเมือง จะเก็บได้ไม่เกิน 97 บาทต่อเที่ยว
จะเห็นได้ว่าราคาค่าโดยสารมีความแตกต่างอย่างชัดจน!!!
ด้านมุมมองของนักวิชาการที่แสดงความเห็นที่เกี่ยวกับค่าโดยสารที่เกิดขึ้นอย่างน่าสนใจ โดย “ดร.สุเมธ องกิตติกุล” ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่ง และโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) บอกว่า การลงทุนรถไฟฟ้าในไทย ไม่เคยพิจารณาถึงการเชื่อมต่อ กับสายอื่น ๆ ในลักษณะโครงข่ายร่วมกัน คิดแต่เฉพาะโครงการ ที่อยู่ตรงหน้า ใน 3-5 ปีนี้จะมีรถไฟฟ้าสายใหม่เปิดให้บริการอีก 3-4 โครงการ ค่าโดยสารอาจสูงถึง 200-300 บาท
อีกทั้งปัจจุบันประชาชนนิยมเดินทางด้วยรถไฟฟ้า เพราะทำเวลาได้ดี เฉลี่ยไปทำงานหรือเรียนหนังสือ 8-12 สถานี/วัน อนาคตจะมีอีกหลายสายเปิด พฤติกรรมคนจะใช้มากขึ้น โดยเฉพาะในเขต กทม.และปริมณฑลอย่างน้อย 3 ต่อ เพราะเมืองขยายตามรถไฟฟ้า รัฐต้องเร่งวางแผนแก้ปัญหาโครงสร้างราคารถไฟฟ้าร่วม และตั้งหน่วยงานควบคุมโดยเฉพาะ มิเช่นนั้น "ค่าครองชีพ" จากการเดินทางจะเป็นภาระหนักของคนไทย
“คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ” ผู้ประสานงานโครงการขนส่งมวลชนที่ปลอดภัยและเป็นธรรม มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) กล่าวว่า หากต้องเดินทางไปกลับด้วยรถไฟฟ้าจะต้องเสียค่าเดินทางมากถึงร้อยละ 63 ของค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งยังไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายประจำวัน
และ “ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์” ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบขนส่งและจราจร กล่าวถึงกรณีค่าโดยสารรถไฟฟ้าไทยและต่างประเทศว่า หากพิจารณาตามค่าครองชีพ และเทียบกันตามกิโลเมตรแล้วนั้น ค่าโดยสารรถไฟฟ้าของประเทศไทยค่อนข้างมีราคาแพง ซึ่งยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น ถ้าเดินทางด้วยรถไฟฟ้าจากบางนาเพื่อเข้าเมือง ต้องเสียค่าโดยสารเป็นจำนวนเงิน 59 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้คิดเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ของค่าจ้างขั้นต่ำ เพราะฉะนั้น ถ้าหากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วค่อนข้างมาก ก็ถือว่าค่าโดยสารนั้นๆ มีราคาแพง
สุดท้าย!ทางออก “ค่าโดยสารรถไฟฟ้า” จะเป็นอย่างไร!?!
เป็นการบ้านที่รัฐบาล-เอกชน ต้องร่วมแก้!