ถึงเวลา “รัฐ-เอกชน-ปชช.” ร่วมมือฝ่าวิกฤติโควิด-19 บทละครชีวิตจริงที่มีเศรษฐกิจประเทศเป็นเดิมพัน!

เศรษฐกิจ23 เม.ย. 2564 • 16:00 น.
ถึงเวลา “รัฐ-เอกชน-ปชช.” ร่วมมือฝ่าวิกฤติโควิด-19 บทละครชีวิตจริงที่มีเศรษฐกิจประเทศเป็นเดิมพัน!
จากที่ตัวเลขของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมาพุ่งขึ้นทะลุหลักพันคน จนรัฐบาลต้องประกาศควบคุมการทำกิจกรรมต่างๆที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 จนถึงสิ้นเดือนเมษายนนี้ เนื่องจากเชื่อว่าตัวเลขของผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จะพุ่งสูงขึ้นอีกมากในช่วงหลังจากที่ประชาชนเดินทางกลับมายังกรุงเทพมหานครในช่วงหลังสงกรานต์ หากไม่มีการควบคุมอย่างจริงจัง!!! แต่ท้ายที่สุด “ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19” (ศบค.) ฟันธงไม่ประกาศ “ล็อกดาวน์ -ไม่เคอร์ฟิว” แต่ใช้มาตรการควบคุมพื้นที่แบ่งเป็น สีแดงราว 18 จังหวัด ร้านอาหารทั้งหมดรับประทานได้ถึง 3 ทุ่ม ร้านสะดวกซื้อที่เปิด 24 ชั่วโมงกำหนดเวลาเปิดปิดที่ตี 4 ถึง 5 ทุ่ม และพื้นที่สีส้มราว 59 จังหวัดร้านอาหารรับประทานได้ถึง 5ทุ่ม ร้านสะดวกซื้อเปิดได้ 24 ชั่วโมง ส่วนศูนย์การค้าทั้งประเทศกำหนดปิดภายใน 3 ทุ่ม ส่วนเครื่องดื่มมึนเมาในร้านอาหารงดขายทุกกรณี และอีกสิ่งหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ “รายได้ของประชาชน” ซึ่งการที่ศบค.ตัดสินใจไม่ล็อกดาวน์ควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นั้น “ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย” อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เชื่อว่า การที่ ศบค. ไม่ประกาศล็อกดาวน์พื้นที่ แต่เลือกใช้วิธีคุมกิจกรรมต่างๆ เนื่องจากเห็นว่า เศรษฐกิจบอบช้ำมากพอแล้ว จึงเลือกใช้วิธีสมดุลระหว่างการดูแลเศรษฐกิจ และการป้องกันดูแลรักษาโรคควบคู่กันไป หากประเมินในมุมสถิติ ผลกระทบจากมาตรการของ ศบค.ที่ออกมา จะกระทบกับมูลค่าการใช้จ่ายผู้บริโภคในระยะเวลา 3 เดือน หรือเม.ย.-มิ.ย. ประมาณ 3-4.5 แสนล้านบาท หรือเดือนละ 1-1.5 แสนล้านบาท ส่งผลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพีประมาณร้อยละ 2 ขณะที่ “นายธนากร คุปตจิตต์” เลขาธิการสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย บอกว่า ครั้งนี้ถือว่าสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทั้งหมด ทั้งธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรมห้องพัก ร้านอาหารภัตตาคาร ผู้จำหน่ายวัตถุดิบอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ธุรกิจการแสดงและการจ้างงาน เป็นต้น ซึ่งคาดว่าจะเสียหายอยู่ที่ประมาณ 1-2 แสนล้านบาท และล่าสุดได้มีการระดมสมองระดับซีอีโอของประเทศ กว่า 40 บริษัท ช่วยกันหาแนวทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่การแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ระบาด นำโดย “นายสนั่น อังอุบลกุล” ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า เพื่อเป็นการร่วมกันวางแผนการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของภาคเอกชน และการจัดหาวัคซีนทางเลือกให้เพียงพอ โดยสนับสนุนภาครัฐให้สามารถเปิดประเทศได้อย่างรวดเร็ว เพื่อความปลอดภัย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ทั้งนี้ทุกบริษัท เห็นตรงกันว่า 1. การกระจายวัคซีนโควิด-19 อย่างทั่วถึง โดยภาคธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การท่องเที่ยว ภาคบริการควรได้รับวัคซีนในลำดับต้นๆ 2. รัฐต้องมีแผนกระจายวัคซีนที่ชัดเจนเพื่อให้เอกชนสามารถบริหารจัดการธุรกิจให้สอดคล้องกับแผนกระจายวัคซีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3.รัฐต้องเร่งฉีดวัคซีนอย่างรวดเร็ว ซึ่งเอกชนพร้อมจะจ่ายค่าวัคซีนเอง และจากการสำรวจล่าสุดพบว่ามี 600 บริษัท พร้อมจะรับผิดชอบค่าวัคซีนเองครอบคลุม 750,000 คน และคาดว่าจะมีถึง 1 ล้านคน โดยจากนี้ไปหอการค้าจะนำเสนอความต้องการต่อภาครัฐในการจัดหาวัคซีนให้กับเอกชน โดยอาจจะเป็นคนละยี่ห้อกับที่ภาครัฐมีอยู่เพื่อป้องกันการสับสน และ 4. ภาครัฐต้องสื่อสารเพื่อสร้างความมั่นใจถึงความปลอดภัยของวัคซีน ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ “เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นแล้วแต่ประเทศไทยพร้อมหรือยังในการเปิดประเทศเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว วัคซีนเราเพียงพอหรือไม่ เพราะจากการเปิดให้ฉีดมา 1 เดือน ฉีดได้เพียง 4 หมื่นโดสเท่านั้นจากเป้าหมาย 10 ล้านโดสต่อเดือน ขณะที่เพื่อนบ้าน มีความคืบหน้าไปมาก ยอมรับว่าไทยยังช้า ดังนั้นจึงเรียกร้องว่าขอให้เอกชนเข้ามามีบทบาทในการฉีดวัคซีนด้วย ซึ่งทางหอการค้าจะเสนอต่อภาครัฐให้องค์การเภสัชกรรมเป็นผู้จัดซื้อวัคซีนจากต่างประเทศ จากนั้นก็กระจายให้โรงพยาบาลเอกชนรับซื้อวัคซีนไปฉีด โดยบริษัทเอกชนจะรับภาระค่าใช้จ่ายเอง และหากมีการฉีดวัคซีนให้คนไทยอย่างทั่วถึงการเปิดประเทศก็จะทำได้เร็วขึ้นตามเป้าหมาย และคาดว่าเศรษฐกิจไทยก็จะฟื้นในไตรมาสที่ 4 และทั้งปีคาดว่าจะขยายตัว 3-4%”นายกลินท์ กล่าว แก้ไขปัญหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ระบาดเวลานี้ ไม่ใช่เรื่องของกลุ่มใด กลุ่มหนึ่ง! แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาล - เอกชน -ประชาชน ต้องร่วมกัน! อย่าคิดว่าใครจะเป็น “พระเอก”!!! “เชื้อไวรัสโควิด-19 ระบาด” ไม่ใช่ละคร แต่เป็นเรื่องจริง!!! เพราะมีเศรษฐกิจประเทศเป็นเดิมพัน!