“ฝุ่นละอองพิษ PM 2.5” ผลกระทบศก.แสนล้าน เรื่องใกล้ตัวที่ต้องร่วมมือแก้ปัญหา!

เศรษฐกิจ18 ธ.ค. 2563 • 16:00 น.
“ฝุ่นละอองพิษ PM 2.5” ผลกระทบศก.แสนล้าน เรื่องใกล้ตัวที่ต้องร่วมมือแก้ปัญหา!
ต้องยอมรับว่าเวลานี้ปัญหาคนไทยนอกจากจะต้องเผชิญกับการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบกับการดำรงชีวิต และรายได้ของเรา ยังอีกหนึ่งปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นมาไม่แพ้กับการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คือการกลับมาของปัญหา “ฝุ่นละอองพิษ PM2.5” ที่สร้างปัญหา และความเสียหายไม่แพ้กัน! ซึ่งข้อมูลจากแอปพลิเคชั่น Air Visual ระบุว่า สภาพอากาศโดยทั่วไปของกรุงเทพมหานคร ตามมาตรฐาน US AQI อยู่ที่ 190 (PM 2.5 อยู่ที่ 57.8 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร) ติดอันดับที่ 3 เมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก ทั้งนี้ดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) คือระบบสำหรับการรายงานความรุนแรงของระดับคุณภาพอากาศ โดยระดับ 0-50 แสดงถึงอากาศดี ระดับ 51-100 ปานกลาง 101-150 ไม่ดีต่อสุขภาพสำหรับกลุ่มที่อ่อนไหว 151 – 200 ไม่ดีต่อสุขภาพ 201 – 300 ไม่ดีต่อสุขภาพมาก และ 301 – 500 เป็นอันตราย และจากตัวเลขความเสียหายของการเกิดปัญหา “ฝุ่นละอองพิษ PM2.5” โดยทางคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากงานเสวนา Chula Econ Forum หัวข้อ ฝ่าวิกฤติฝุ่น PM2.5 : ปัญหาและทางออก ชี้ฝุ่นจากการจราจรยังเป็นปัญหาหลักของเมืองหลวง สร้างความสูญเสียที่มองไม่เห็นกว่า 450,000 ล้านบาท ขณะที่ทั้งประเทศปัญหาจากฝุ่นสร้างความสูญเสียมากถึง 2.36 ล้านล้านบาท ผู้สัมมนายังได้ย้ำให้รัฐเก็บข้อมูลจริงจังเพื่อให้นักวิชาการเข้าถึงข้อมูลไว้ออกแบบนโยบายตรงจุด รวมไปถึงมาตรการต่างๆ ที่จำเป็นเพื่อลดผลกระทบ ขณะเดียวกันก็ชี้ว่าหลายๆ ปัญหานั้นก็แก้ได้ลำบาก เช่นเดียวกับ คุณวิษณุ อรรถวานิช คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ได้มีการออกแบบจำลองเพื่อประมาณมูลค่าความเต็มใจที่จะจ่าย โดยชี้ให้เห็นว่าคนยินดีจ่ายเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่เพื่อลดระดับมลพิษ และคงไว้ซึ่งความพอใจระดับเดิมไม่เปลี่ยนแปลง พบว่า คนกรุงเทพยอมจ่าย 5,000 บาท/ครัวเรือน/ปี เพื่อให้ฝุ่น PM 10 ลดลง 1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยในกรุงเทพฯมีปริมาณฝุ่น PM10 อยู่ที่ 24-25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และมีประชากรกว่า 3 ล้านครัวเรือน คิดเป็นมูลค่าเม็ดเงินในปี 2562 ถึง 450,000 ล้านบาท สังเกตว่าแม้ในภาคเหนือค่าฝุ่นจะสูงกว่าภูมิภาคอื่น ๆ แต่เมื่อรวมประชากร 9 จังหวัดภาคเหนือ ยังไม่สูงเท่าประชากรในกรุงเทพ มูลค่าความสูญเสียในเมืองหลวงจึงสูงกว่า หากวัดความเสียหายทั้งประเทศในปี 2562 จะอยู่ที่ 2.36 ล้านล้านบาท ภายใต้สมมติฐานทุกคนได้รับผลกระทบจากฝุ่น รวมถึง “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” เผยว่า ผลระทบทางเศรษฐกิจจากปัญหาฝุ่นละอองในกรุงเทพฯ และปริมณฑล คิดเป็นเม็ดเงินรวมราว 3,200–6,000 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับกรอบระยะเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา แบ่งเป็น ค่าเสียโอกาสด้านสุขภาพ (ค่ารักษาพยาบาล ค่าหน้ากากอนามัย เครื่องฟอกอากาศ) 2,000-3,000 ล้านบาท โดยกว่า 75% เป็นค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล ค่าเสียโอกาสด้านการท่องเที่ยว 1,000-2,400 ล้านบาท เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติบางส่วนหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้ากรุงเทพฯ และปริมณฑล และค่าเสียโอกาสของภาคธุรกิจอื่น เช่น ร้านอาหารข้างทาง สวนอาหาร ตลาดนัด 200-600 ล้านบาท โดยได้คำนึงถึงผลบวกที่อาจเกิดขึ้นต่อร้านค้าหรือร้านอาหารที่มีบริการจัดส่งถึงที่พักแล้ว ขณะที่ในส่วนของการป้องกันการเกิดปัญหา “ฝุ่นละอองพิษ PM2.5” ซึ่งเป็นแนวทางของนักวิชาการ ได้เสนอแนวทางที่น่าสนใจ โดย “คุณกรรณิการ์ ธรรมพาณิชวงค์” สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า ต้องสร้างการตระหนักรู้ ให้เห็นถึงโทษและความรุนแรง ควรมีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศให้มากขึ้น และเชื่อมโยงกับแอพฯที่เข้าถึงภาคประชาชนได้เรียลไทม์ จะช่วยให้ประชาชนเตรียมตัวป้องกันตนเอง ,ควรเพิ่มความเข้มข้นของการตรวจจับควันดำ และสภาพรถยนต์เมื่อต่อทะเบียน ,ระยะกลางถึงยาวต้องยกระดับมาตรฐานเครื่องยนต์ และน้ำมันเชื้อเพลิง ให้สูงกว่ายูโร 4 “ทุกวันนี้บ้านเรามีนโนบายที่กลับทางกันซึ่งลดแรงจูงใจให้เปลี่ยนรถใหม่ เนื่องจากการต่อทะเบียนรถยนต์ประจำปี ยิ่งรถเก่า ภาษียิ่งถูก ในขณะที่ประเทศมอลตาหรือสโลวาเกียในยุโรป โครงสร้างภาษีรถยนต์ประจำปีคือ รถยิ่งเก่า ภาษียิ่งแพง นอกจากนี้ การปรับปรุงโครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นจะช่วยให้คนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้รถยนต์ส่วนตัวมาใช้ระบบขนส่งมากขึ้น” ส่วนภาคเกษตรจะต้องมีการสร้างตลาดให้กับเศษวัสดุจากการเกษตร ทำให้เกษตรกรมีแรงจูงใจที่จะลดการเผาลง เช่น ให้เงินช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไข มิฉะนั้นการรณรงค์ให้เกษตรกรจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ที่ต้องใช้ทั้งแรงงานซึ่งขาดแคลนอยู่แล้ว และใช้เครื่องจักรที่เข้าถึงลำบากจะเป็นการให้เกษตรกรรับภาระต้นทุนแต่เพียงผู้เดียว ขณะที่ผู้บริโภคก็ยังได้บริโภคสินค้าเกษตรราคาถูกต่อไป และ “คุณสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” นายกสภาวิศวกร และอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า ปัญหาฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ยังคงเป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากเสี่ยงกระทบต่อสุขภาพโดยเฉพาะคนที่มีภูมิต้านทานต่ำอย่างเด็กเล็กและผู้สูงอายุ โดยหากเล็ดลอดเข้าไปในกระแสเลือดอาจจะอันตรายถึงชีวิต ซึ่งมีพิษร้ายเทียบเท่าควันบุหรี่ โดยเฉพาะช่วงอากาศปิด ค่าฝุ่นจะยิ่งทวีคูณสูงขึ้น ทั้งนี้ปัจจัยหลักของการเกิดฝุ่นนั้นยังคงเป็นปัญหาเดิม โดยเฉพาะรถยนต์และเครื่องจักรที่ใช้น้ำมันดีเซล รวมถึงการเผาในที่โล่งแจ้ง จากแหล่งกำเนิดในสถานที่ต่างๆ ดังนั้นเพื่อให้ PM 2.5 ภัยพิบัติระดับชาติได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยที่ยั่งยืนในระยะยาว สภาวิศวกรจึงแนะ 3 ทางออกไว้ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ภาครัฐต้องยกระดับปัญหาฝุ่นเป็นภัยพิบัติของประเทศ ในทางด้านกฎหมาย ผ่านการเก็บภาษีรถยนต์ปล่อยควันดำ ยกระดับมาตรฐานรถยูโร 4 สู่มาตรฐาน EURO 5-6 ปรับค่ามาตรฐานน้ำมันเพื่อสามารถใช้งานกับเครื่องยนต์ EURO 5-6 ปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ดีเซลเป็นเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ หรือพลังงานไฟฟ้า รวมถึงจำกัดปริมาณรถบรรทุกในพื้นที่กรุงเทพฯ ด้านงานวิจัย ควรลงทุนงบประมาณในการพัฒนานวัตกรรมแก้ปัญหาฝุ่น เพื่อลดการนำเข้าเทคโนโลยีต่างประเทศ เช่น ป้ายรถเมล์อัจฉริยะจาก สจล. เครื่องวัดฝุ่นขนาดเล็กจาก สวทช. ฯลฯ และด้านการวางระบบผังเมืองใหม่ ที่เน้นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวจากปัจจุบัน 2-3 ตร.ม.ต่อคน เพิ่มเป็นอย่างน้อย 9-10 ตร.ม.ต่อคน ขณะที่ภาคเอกชนควรให้ความร่วมมือในการแสดงผลข้อมูลปริมาณฝุ่นผ่านจอโฆษณา LED แบบเรียลไทม์และภาคประชาชน ควรตระหนักถึงผลกระทบถึงฝุ่น PM 2.5 ว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว และสามารถส่งผลกระทบร้ายแรงถึงชีวิตของทั้งตนเอง รวมถึงบุคคลในครอบครัว ถึงเวลาที่จะต้องร่วมมือในการแก้ไขปัญหา “ฝุ่นละอองพิษ PM2.5” !!! เพราะจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป!