ชงกกต.อนุมัติ1.1หมื่นล.

เศรษฐกิจ25 เม.ย. 2566 • 23:28 น.
ชงกกต.อนุมัติ1.1หมื่นล.

  "บิ๊กตู่" ขออย่าโยงค่าไฟแพงเป็นการเมือง แจงเป็นหน้าที่รบ.ต้องดูแล เผยเตรียมหารือกกต. ขออนุมัติงบแก้ปัญหา "สุพัฒนพงษ์" ชงของบอุ้มค่าไฟ 4 เดือน ให้ "เลขาฯครม." แล้ว คาดไตรมาส 4 ค่าไฟลดลงอีก ขณะที่ครม.เห็นชอบเสนอกกต. ขออนุมัติวงเงิน 11,112 ล้าน ช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าให้ประชาชน
 
     ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 25 เม.ย.66 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เดินทางมาเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ ตอบข้อสักถามผู้สื่อข่าวกรณีที่รัฐบาลจะทำเรื่องถึงสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขออนุมัติใช้งบประมาณแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าแพง ได้มีการหารือกกต. แล้วหรือยัง ว่า กำลังทำเรื่องหารือ ก็เป็นมาตรการที่รัฐบาลก็มีภาระหน้าที่ต้องดูแลประชาชนให้ได้มากที่สุด ถ้ามีอะไรที่ต้องทำใหม่ก็ต้องขออนุญาต กกต.ก่อน ให้กกต.พิจารณา ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของกกต. ขอร้องอย่าเอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นการเมืองเลยได้ไหม มันไม่มีอะไร
    
 ผู้สื่อข่าวถามว่า จะพิจารณาเรื่องค่าน้ำประปาด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็จะมีผลตามมาหมด ประปาก็กำลังพิจารณาของเขาอยู่ มันไม่ใช่หน่วยงานเดียวกันทั้งหมดเข้าใจไหม มันไม่ใช่รัฐบาลหรือนายกฯสั่งแล้วมันจะไปได้เลย มันสั่งไม่ได้แบบนั้น ต้องไปดูว่ารายละเอียดเขาว่าอย่างไรเหมาะสมหรือไม่ เพราะมันมีกฎกติกากฎระเบียบว่าอย่างไร เขาบริหารกันแบบนี้ ไม่ใช่พูดไปเรื่อยเปื่อยมันพูดไม่ได้ เข้าใจหรือเปล่ารัฐบาลยืนยันว่าจะดูแลเพราะเป็นหน้าที่ของรัฐบาล แต่ก็ต้องถามกกต.ให้ชัดเจน
     
นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ และรมว.พลังงาน กล่าวถึงการแก้ปัญหาเรื่องค่าไฟแพงว่า ขณะนี้ได้ส่งเรื่องไปยังเลขาคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว ส่วนเรื่องขั้นตอนในการดำเนินการต่อจากนี้ยอมรับว่าไม่ทราบ ต้องถามทางฝ่ายกฎหมาย เมื่อถามว่า ต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า ต้องรอดูตัวเลข ซึ่งจะสามารถช่วยประชาชนได้มากหรือน้อยแค่ไหนนั้น อย่างน้อยผู้เปราะบาง หลักการก็ยังเป็นเหมือนเดิม เป็นโครงการต่อเนื่องจากเดิมที่รัฐบาลทำมาตลอด เพราะว่าวิกฤตพลังงานยังมีอยู่และอัตราค่าไฟที่เป็นอยู่ก็ยังอยู่ระดับที่สูง เราก็ดูแลผู้เปราะบางเหมือนเดิม
 
     ผู้สื่อข่าวถามว่า แผนในการช่วยเหลือจะมีการวางช่วงเวลา อย่างเช่น 3 เดือนหรือไม่  รมว.พลังงาน กล่าวว่า มีเป็นรอบอยู่แล้ว ไม่ว่าจะรอบของค่าไฟฟ้าหรือค่าเอฟที คราวที่แล้ว 93 สตางค์ในส่วนของครัวเรือน และคราวนี้ลดลงมา 2 สตางค์จาก 4.72 เป็น 4.70 ในส่วนของอุตสาหกรรม และในงวดถัดไปก็จะไปอยู่ช่วงเดือนก.ย.-ธ.ค. และเชื่อว่าหากอัตราหรือราคานำเข้า LNG มีแนวโน้มทรงตัวและอ่อนตัวอย่างนี้ค่าไฟฟ้าในงวดนั้นก็จะลดลงอีก เพราะว่าเราสามารถลดลงในงวดของเดือนม.ค.-เม.ย. ลงมาได้เยอะพอสมควรในส่วนของอุตสาหกรรม 

     ด้าน นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงมติคณะรัฐมนตรี รับทราบรายงานสถานการณ์การใช้ไฟฟ้าของประชาชนประเภทบ้านอยู่อาศัยในช่วงฤดูร้อนปี 2566  และเห็นว่ามีความจำเป็นสำหรับมาตรการช่วยเหลือประชาชนระยะเร่งด่วนในส่วนของค่าไฟฟ้า ซึ่งได้รับผลกระทบจากต้นทุนราคาเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น และสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยที่สูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ในหลายพื้นที่ของประเทศ ส่งผลให้เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น  ซึ่งจะได้นำเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณา ให้ความเห็นชอบการใช้งบประมาณสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 169 (3) กำหนดแนวทางการช่วยเหลือ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ราคาพลังงานโลกสูงขึ้น  ดังนี้

     1.มาตรการต่อเนื่องของกระทรวงพลังงานที่ได้ดำเนินการอยู่ในช่วงเดือน ม.ค.  เม.ย.66  (การช่วยเหลือค่าไฟฟ้าของกลุ่มเปราะบาง)  เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสถานการณ์ขัดแย้งในภูมิภาคยุโรป  แม้ราคาพลังงานโลกเริ่มมีการปรับตัวลดลงจากช่วงปี 2565  โดยมีแนวทางช่วยเหลือค่าไฟฟ้าแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน โดยให้ส่วนลดแบบขั้นบันได แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยในพื้นที่ของการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค รวมทั้งผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่เป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่บริการของกิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ 

     สำหรับงวดเดือนพ.ค.  ส.ค.66  (4 เดือน) โดยกำหนดให้เป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าก่อนการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราส่วนลดเดียวกันกับช่วงเดือน ม.ค.  เม.ย.66   (1)  ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าระหว่าง 1-150 หน่วยต่อเดือน ให้ส่วนลดค่าไฟฟ้าจำนวน 92.04 สตางค์ต่อหน่วย โดยมีผลต่างค่าไฟฟ้า ตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (ค่า Ft) เรียกเก็บและส่วนลด 1.39 สตางค์ต่อหน่วย (2) ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าระหว่าง 151-300 หน่วยต่อเดือน ให้ส่วนลดค่าไฟฟ้าจำนวน 67.04 สตางค์ต่อหน่วย โดยมีผลต่างค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (ค่า Ft) เรียกเก็บและส่วนลด 26.39 สตางค์ต่อหน่วย) ทั้งนี้ คาดว่าจะมีผู้ได้รับการช่วยเหลือรวมทั้งสิ้นประมาณ 18.36 ล้านราย ใช้งบประมาณรวมในกรอบไม่เกิน 7,602 ล้านบาท สำหรับงวดเดือนพ.ค.  ส.ค.66 (4 เดือน) จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.  2566 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

     2. มาตรการช่วยเหลือประชาชนระยะเร่งด่วน  เป็นมาตรการช่วยเหลือประชาชนในส่วนของค่าไฟฟ้า ซึ่งได้รับผลกระทบจากต้นทุนราคาเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น และสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยที่สูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ในหลายพื้นที่ของประเทศ ส่งผลให้เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ  6 โดยให้ส่วนลดแก่ผู้ใช้ฟ้าบ้านอยู่อาศัยในพื้นที่ของการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้า และผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่บริการของกิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ จำนวน 150 บาทต่อราย โดยกำหนดให้เป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าก่อนการคำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม ในรอบบิลเดือนพ.ค.66 ซึ่งเป็นช่วงเดือนที่มีสถิติความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของประเทศและจะเริ่มลดลงในเดือนมิ.ย.      
   
  ทั้งนี้ เพื่อเป็นลดภาระของประชาชนซึ่งผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้า ไม่เกิน  500 หน่วยต่อเดือน จำนวน 23.40 ล้านราย โดยใช้งบประมาณรวมในกรอบไม่เกิน 3,510 ล้านบาทจากงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

     เนื่องจากปัจจุบันอยู่ในห้วงการยุบสภา  คณะรัฐมนตรี จะต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะได้นำเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณา ให้ความเห็นชอบการใช้งบประมาณสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 169 (3) กำหนด 
   
  โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า  ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนายกฯ ยืนยันถึงความพยายามของรัฐบาล ในแก้ไขปัญหาไฟฟ้าแพงเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ที่ผ่านมารัฐบาลดูแลลดภาระให้แก่กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มเปราะบาง ที่ใช้ไฟฟ้า 1-300 หน่วย ครอบคลุมกว่า ร้อยละ 80 ครัวเรือน  ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็เดินหน้าเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานของประเทศ  โรงไฟฟ้าสีเขียว สำหรับภาคอุตสาหกรรม เพื่อเป็นคาร์บอน เครดิต ของประเทศ  ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า  ในอนาคตเชื่อว่า การใช้พลังงานสะอาดของไทยจะมีสัดส่วนที่จะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับพลังงานที่มาจาก fossil  สอดคล้องกับทิศทางและแนวโน้มโลกในการใช้พลังงานสีเขียว