เงินเฟ้อสูง-น้ำมันแพง-ว่างงานพุ่ง ศก.ไทยเสี่ยงเกิดภาวะ Stagflation หรือไม่แล้วคืออะไร น่ากลัวหรือไม่

เศรษฐกิจ9 มี.ค. 2565 • 09:25 น.
   เงินเฟ้อสูง-น้ำมันแพง-ว่างงานพุ่ง ศก.ไทยเสี่ยงเกิดภาวะ Stagflation หรือไม่แล้วคืออะไร น่ากลัวหรือไม่
ที่ผ่านมาเราอาจได้ยินแค่คำว่า เงินเฟ้อ (inflation) หรือเงินฝืด (deflation) กันมาโดยตลอด แล้วคำว่า Stagflation คืออะไร ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและเงินเฟ้อ เป็นคำที่เกิดจากการรวมตัวกันของคำว่า Stagnant ซึ่งหมายถึงเศรษฐกิจชะงักงัน และ Inflation หมายถึงเงินเฟ้อ หรือคือแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่เงินเฟ้อและการว่างงานเพิ่มขึ้นในขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจโดยทั่วไปช้า อาจเป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขแนวโน้มนี้เพราะการมุ่งเน้นไปที่ปัญหาด้านใดด้านหนึ่งอาจทำให้รุนแรงขึ้นในแง่มุมอื่นๆ รัฐบาลหลายแห่งพยายามหลีกเลี่ยงการถูกขัดขวางจากนโยบายการคลังโดยส่งเสริมให้มีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอและมีสุขภาพดีและพยายามป้องกันภาวะเงินเฟ้อ หากเงื่อนไขยังคงดำเนินต่อไปนานพอจะทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยและการแก้ไขตนเองขั้นสุดท้าย Stagflation คือภาวะที่เกิดความผิดปกติทางเศรษฐศาสตร์ คือการที่เงินเฟ้อ (Inflation) และภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจจากการว่างงานสูง (Stagnation) เกิดขึ้นพร้อมกัน และหากเกิดขึ้นการแก้ปัญหาภาวะการณ์นี้จะเป็นไปได้ยาก คำว่า Stagflation จึงนิยามถึง ปรากฏการณ์ที่ภาวะเงินเฟ้อและเงินฝืดเกิดขึ้นในคราวเดียวกัน จนทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะชะงักงัน สภาวะทางเศรษฐกิจของไทยตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับภาวะหลังสงครามโลก ทั้งปัญหาการเกิดขึ้นของโรคระบาดครั้งใหญ่ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ทำให้สภาวะเศรษฐกิจไม่เพียงแค่ชะลอตัว แต่กลับหยุดชะงัก มาตรการล็อกดาวน์และการห้ามการเดินทางเข้าออกประเทศ ทำให้ธุรกิจหลักของไทยอย่าง การท่องเที่ยวโดนแช่แข็ง ส่งผลให้เกิดอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กระแสเงินสดหายไปจากระบบ พร้อมกันนั้นสินค้าโภคภัณฑ์ก็มีราคาสูงขึ้นด้วย ไม่ว่าจะสินค้าพลังงาน, เหล็ก, สินค้าเกษตร หรือปศุสัตว์ การที่ราคาของสินค้าเหล่านี้พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อทั่วโลก และต้นทุนของสินค้าก็ย่อมสูงขึ้นตาม ตามด้วยประเด็นการจัดการอุปทานต่างๆ ภายในประเทศ เช่น ปัญหาปริมาณหมูในตลาด และปัญหาโรคระบาดที่เกิดขึ้นก็ยังส่งผลต่อการสะดุดของ Supply Chain เนื่องจากหลายโรงงานปิดตัวทำให้ไม่สามารถส่งสินค้าได้ตามรอบปกติ แม้ในความเป็นจริง ภาวะเงินเฟ้อสูงทั่วโลกจะเป็นสัญญาณหนึ่งที่บอกว่าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวแล้ว แต่สภาพเศรษฐกิจของไทยนั้นกลับสวนทาง เพราะเราเติบโตตามประเทศอื่นไม่ทัน จนเกิดเป็นภาวะ Stagflation อย่างที่เห็นในตอนนี้ อย่างไรก็ตาม Stagflation อาจไม่ได้เกิดขึ้นกับคนทุกภาคส่วน เพราะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจนั้นเกิดขึ้นในแต่ละอุตสาหกรรมไม่เท่ากัน (K-Shaped Recovery) ธุรกิจบางประเภท อาทิ ภาคอุตสาหกรรมส่งออก ภาคการเงิน หรือ ภาค ICT เริ่มมีการเติบโตกลับมาแล้ว ในขณะที่ภาคการท่องเที่ยว และการบริการ ส่วนมากยังไม่ฟื้นตัวดี สิ่งที่น่าเป็นห่วง จึงเป็นคนส่วนมากที่ได้รับผลกระทบจาก Stagflation ซึ่งก็คือ กลุ่มชนชั้นกลางและล่าง ที่นอกจากรายได้จะเท่าเดิมหรือน้อยลงแล้ว ยังต้องควักเงินเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาที่สูงขึ้นด้วย จึงไม่แปลกที่วาระนี้กำลังกลายเป็นปัญหาระดับชาติ โดยปกติแล้ว หากเกิดภาวะเงินฝืด วิธีการแก้ไขก็คือ อัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย ในขณะที่การแก้ภาวะเงินเฟ้อ นั้นคือ การเอาเงินออกจากระบบ ไม่ว่าจะโดยการออม หรือ การควบคุมระดับราคา แต่รัฐบาลจะทำอย่างไรเมื่อภาวะเงินเฟ้อและเงินฝืดเกิดขึ้นพร้อมๆกัน สำหรับการแก้ปัญหา Stagflation จึงถือเป็นเรื่องยากและท้าทายมากถึงมากที่สุด เพราะการแก้ปัญหาในระดับมหภาค โดยไม่ได้มองระดับจุลภาคเลย อาจจะก่อให้เกิดปรากฏการณ์โดมิโน่ที่เชื่อมถึงกันได้ ยกตัวอย่างเช่น ในตอนนี้มีปัญหาหมูแพง ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคอื่นๆ ราคาสูงตาม หากรัฐแก้ปัญหาโดยการนำเข้าหมูจากต่างประเทศ แล้วผู้ประกอบการในไทยจะทำอย่างไรกับหมูตัวเอง ขณะที่ต้องแบกรับภาระด้านการดูแลโรคระบาดในหมูไปด้วย พร้อมกับขายหมูก็ไม่ได้ นอกจากนี้หากปล่อยให้มีปัญหาค่าครองชีพสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็จะส่งผลกระทบต่อเรื่องของค่าแรง ซึ่งก็จะเกิดปัญหา Wage/Price Spiral (ค่าครองชีพสูง-ค่าแรงสูงตาม) ตามไปอีก ทั้งนี้มีผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่ออกมาเตือนว่าประเทศไทยจะเกิด Stagflation ตั้งแต่ช่วงปีที่แล้ว และหลายๆคนได้ออกความเห็นว่ารัฐควรจะเตรียมตัวจัดการเรื่องนี้ด้วยการออกนโยบายการคลังมาบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน แต่ยังไม่มีใครเอาเรื่องนี้มาใส่ใจจริงจังมากนัก เพราะช่วงปีที่แล้วสัญญาณการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในประเทศเริ่มกระเตื้องขึ้นบ้าง จนกระทั่งมาเจอกับไวรัสสายพันธ์ุใหม่ที่โผล่มาช่วงจังหวะที่ไทยกำลังจะเปิดประเทศพอดี การคาดการณ์ที่ดีที่สุดในตอนนี้ต่อการที่ประเทศจะสามารถพ้นจากสภาวะนี้ได้คือ การฉีดวัคซีนที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และการเปิดประเทศอย่างเป็นทางการ เพื่อกระตุ้นให้เกิดเม็ดเงินในทั้งภาคการท่องเที่ยว ภาคการบริการที่กำลังรอโอกาสจะได้ลืมตาอ้าปาก รวมถึงภาคการลงทุนจากต่างประเทศ แน่นอนว่าการแก้ปัญหาเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนมากกว่าที่ประชาชนทั่วไปมองเห็น และผู้ที่สามารถออกมาตรการนโยบายการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจน ซึ่งหากเศรษฐกิจภายในประเทศ ถูกปล่อยให้เติบโตอย่างเชื่องช้าแบบนี้ต่อไป ประชาชนทุกภาคส่วนในฐานะที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเรื่องนี้ คงจะต้องรอลุ้นกันต่อไปว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหานี้ต่อไปอย่างไร