ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ธ.ค.68 ร่วงเหลือ 88.2 ปัญกา "ชายแดนปะทะ–ยุบสภา–บาทแข็ง" กดภาคผลิตซบ

เศรษฐกิจ21 ม.ค. 2569 • 11:29 น.
ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ธ.ค.68 ร่วงเหลือ 88.2 ปัญกา "ชายแดนปะทะ–ยุบสภา–บาทแข็ง" กดภาคผลิตซบ

เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2569 นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 88.2 ลดลงจาก 89.1 ในเดือนพฤศจิกายน 2568 สะท้อนแรงกดดันต่อภาคการผลิตและการลงทุนในช่วงปลายปี

ปัจจัยฉุดดัชนีสำคัญมาจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลให้กิจกรรมเศรษฐกิจตามแนวชายแดนในจังหวัดอุบลราชธานี บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สระแก้ว จันทบุรี และตราด ชะงักงัน ประกอบกับความกังวลต่อความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐภายหลังการประกาศยุบสภา โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 และการเจรจาการค้าไทย–สหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน ภาคการผลิตอุตสาหกรรมชะลอลงจากการเร่งผลิตในช่วงก่อนหน้า รวมถึงจำนวนวันทำงานที่ลดลงในช่วงเทศกาลส่งท้ายปี อีกทั้งการส่งออกมีแนวโน้มชะลอตามเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าบางประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น และกลุ่มอาเซียน รวมถึงสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในหลายพื้นที่ที่กระทบต่อกิจกรรมกลางแจ้งและสุขภาพแรงงาน

อีกปัจจัยกดดันคือค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ประกอบกับกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายและสภาพคล่องในประเทศ ส่งผลให้รายได้ผู้ส่งออกลดลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงขึ้น กระทบต่อภาคการท่องเที่ยวโดยรวม

อย่างไรก็ตาม เดือนธันวาคม 2568 ยังมีแรงพยุงจากช่วงเทศกาลปลายปีและการเร่งใช้จ่ายภายใต้โครงการคนละครึ่งพลัสก่อนสิ้นสุดโครงการวันที่ 31 ธ.ค. 2568 ช่วยหนุนการบริโภคและการใช้จ่ายในภูมิภาค

นอกจากนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.50% เหลือ 1.25% ต่อปี ช่วยบรรเทาภาระทางการเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือน ขณะที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงปรับลดเงินกองทุนน้ำมันดีเซล 20 สตางค์/ลิตร และผู้ประกอบการบางรายลดราคาน้ำมันดีเซลและเบนซิน 50 สตางค์/ลิตร ตั้งแต่ 24 ธ.ค. 2568 ช่วยลดต้นทุนและค่าครองชีพ

มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของรัฐ เช่น เงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย เงินช่วยเหลือชาวนา และเงินช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ยังมีส่วนพยุงกำลังซื้อระยะสั้นได้ในระดับหนึ่ง

ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐจาก ส.อ.ท.

1.ดูแลอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อลดแรงแข็งค่าบาท โดยยกระดับการกำกับดูแลธุรกรรม FX เงินทุนเคลื่อนย้าย ตลาดทองคำ และสินทรัพย์ดิจิทัล ลดการเก็งกำไรและความผันผวน

2.สนับสนุนการปฏิบัติตามมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป (เริ่ม 1 ม.ค. 2569) ด้วยเงินทุน ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค การจัดทำรายงาน GHG การหมุนเวียนวัตถุดิบ และพลังงานสะอาด

3.เพิ่มสัดส่วนจัดซื้อจัดจ้างจาก SMEs ผ่านระบบ e-GP เป็น 50% กำหนดเป็น KPI หน่วยงานรัฐ เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดของ SMEs

#ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรม #สอท #เศรษฐกิจไทย #ค่าเงินบาท #ส่งออก #SMEs #CBAM #ข่าวเศรษฐกิจ

แท็กที่เกี่ยวข้อง