“ผกก.โจ้”ยันคดีคลุมถุงดำไร้เจตนาทำให้ตาย

อาชญากรรม19 ม.ค. 2565 • 17:10 น.
 “ผกก.โจ้”ยันคดีคลุมถุงดำไร้เจตนาทำให้ตาย
ศาลฯ นัดตรวจพยานหลักฐานคดีถุงดำคลุมหัว “ผกก.โจ้”ยันใช้ถุงพลาสติกหลายใบมาคลุมหัวผู้ต้องหาจริง พร้อมปฏิเสธไม่ได้ตั้งใจรัดแน่น หรือมีเจตนาทำให้เสียชีวิต ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เมื่อวันที่ 19 ม.ค.65 ศาลนัดตรวจพยานหลักฐาน และเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ได้เบิกตัวจำเลยมาศาล ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.180/2564 ที่อัยการฝ่ายคดีอาญาทุจริต 3 เป็นโจทก์ฟ้อง พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือผู้กำกับโจ้ และพวก รวม 7 คน โดยมี พ.ต.อ.ธิติสรรค์เป็นจำเลยที่1 กรณีที่ร่วมกันใช้ถุงดำคลุมศีรษะ นายจิระพงษ์ หรือมาวิน ธนะพัฒน์ ผู้ต้องหาคดียาเสพติดจนเสียชีวิต โดยจำเลยถูกฟ้องรวม 4 ข้อหา คือ เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นเจ้าพนักงานของรัฐร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่ง หรือหน้าที่โดยมิชอบ ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยทรมาน หรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย และร่วมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปข่มขืนใจผู้อื่น โดยใช้กำลังประทุษร้าย คดีนี้ ศาลสอบคำให้การจำเลยไปเมื่อวันที่ 19 พ.ย.64 โดยครั้งนั้น พ.ต.อ.ธิติสรรค์ แถลงต่อศาลรับสารภาพทั้งหมด 3 ข้อหา คือ ความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นเจ้าพนักงานของรัฐร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติฯ และรับสารภาพในข้อหา ร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ข่มขืนใจผู้อื่น แต่ปฏิเสธข้อหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยทารุณโหดร้าย โดยให้เหตุผลว่าตัวเองเองและลูกน้องไม่มีเจตนาฆ่า เเค่ต้องการขยายผลเพื่อจับกุมยาเสพติด และยืนยันไม่มีเจตนากระทำการทุจริตใดๆ ต่อหน้าที่ หรือเรียกรับผลเงินจากผู้เสียชีวิต ส่วนจำเลยที่เหลือให้การรับและปฏิเสธข้อหาแตกต่างกันไป อ้างว่าทำไปตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ไม่มีเจตนาประสงค์ต่อชีวิต ขณะที่ วันเดียวกันนี้ เรืออากาศตรีจักรกฤษ จั่นดี และนางจันจิรา ธนะพัฒน์ พ่อแม่ของนายจิระพงศ์เดินทางมาศาล โดย เรืออากาศตรีจักรกฤษ ยอมรับว่า ยังทำใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ และจะขอยื่นศาลเพื่อให้จำเลยชดใช้เงินจำนวนหนึ่งล้านห้าแสนบาทกับครอบครัว ส่วนเรื่องการดำเนินคดีในชั้นศาล ทางอัยการรับทำคดีไปตามกฎหมาย ทั้งนี้ เมื่อถึงเวลานัด ศาลสอบจำเลยทั้ง 7 คน เกี่ยวกับข้อเท็จจริงของสำนวนคดีเบื้องต้น โดยย้ำว่าข้อเท็จจริงนี้ปรากฏในสำนวนการสอบสวนไม่ใช่การชี้ว่าใครถูกหรือผิด แต่กระบวนการนั้นจะอยู่ในการไต่สวนคดีนัดถัดไป ซึ่งจำเลยทั้ง 7 คน รับว่า เป็นตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐ มีหน้าที่จับกุมผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย โดยศาลยังถามจำเลยทั้งหมดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ว่า ในวันที่ 4 ส.ค.64 จำเลยทำหน้าที่ชุดตำรวจปราบปรามยาเสพติดและจับ ผู้เสียชีวิตและภรรยาพร้อมไอซ์ มาควบคุมตัวที่ห้องปฏิบัติการพิเศษยาเสพติด สถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ เพื่อสอบสวนขยายผลคดียาเสพติด โดยปรากฏหลักฐานว่าจำเลยที่ 1 นำถุงพลาสติกสีดำหลายใบมาคลุมศีรษะของผู้เสียชีวิต และมีจำเลยที่เหลืออยู่ร่วมในเหตุการณ์ ซึ่งในประเด็นนี้จำเลยที่ 1 แถลงยอมรับว่านำถุงพลาสติกหลายใบมาคลุมศีรษะจริงแต่ปฏิเสธว่าไม่ได้รัดแน่น หรือมีเจตนาให้เสียชีวิต ส่วนประเด็นคลิปและภาพจากกล้องวงจรปิด เหตุการณ์ทั้งหมด จำเลยที่ 1 แถลงต่อศาล ขอให้ศาลพิจารณาโดยอ้างว่ามีเหตุการณ์ช่วงที่พยายามช่วยชีวิตถูกตัดหายไป และมีตำรวจบางนายไม่ปรากฏในคลิปเหตุการณ์ที่อยู่ในสำนวนคดีชั้นศาล อีกทั้งมีคำให้การเท็จ ซึ่งในประเด็นนี้ ศาลรับว่าในชั้นไต่สวน สามารถนำพยานหลักฐานมายืนยันในชั้นต่อไปได้ สำหรับกระบวนการนัดตรวจพยานหลักฐาน เมื่อแล้วเสร็จขั้นตอนนี้ ศาลจะนัดวันเพื่อไต่สวนคดี ซึ่งคาดว่าจะไม่เกินวันที่ 16 มี.ค.65