ลุ้นฟังอุทธรณ์ บุญทรง กับพวก คดีทุจริตระบายข้าวจีทูจี

อาชญากรรม6 ก.ย. 2562 • 05:51 น.
ลุ้นฟังอุทธรณ์ บุญทรง กับพวก คดีทุจริตระบายข้าวจีทูจี
“ทนายบุญทรง” เผย บุญทรงเครียดบ้างเล็กน้อย ขณะที่ อัยการสูงสุดได้อุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยบางคน ด้านลูกชายบุญทรงตามให้กำลังใจ วันที่ 6 ก.ย.62 นายนรินทร์ สมนึก ทนายความของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ จำเลยคดีทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)เปิดเผยว่า วันนี้(6 ก ย)เดินทางมาฟังคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมฟังคำพิพากษา นายนรินทร์ ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเพียงสั้นๆระบุว่า ก่อนหน้านี้ 2-3 วันก็ได้พูดคุยกับนายบุญทรง จำเลยที่อยถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำซึ่งได้รับทราบหมายศาลแจ้งกำหนดนัดฟังคำพิพากษาแล้ว ก็มีอาการเครียดอยู่บ้างเล็กน้อย ซึ่งเราก็หวังว่าจะได้รับความเมตตาจากศาลโดยคดีนี้ทางอัยการสูงสุดโจทก์ก็ได้ยื่นอุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยบางรายด้วย ขณะที่จำเลยในคดีนี้ก็ได้ขออุทธรณ์คำพิพากษาเช่นกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายบุญทรง และจำเลยร่วมคนอื่นๆที่ ต้องคำพิพากษาตามศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในครั้งแรกนั้น 15 รายศาลก็ได้เบิกตัวจำเลยมาจากเรือนจำ เพื่อจะฟังคำพิพากษาในวันนี้เวลา 11.00 น โดยวันนี้ "นายเดชนัฐวิทย์" อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปขร.) บุตรชายของนายบุญทรง ก็ได้เดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาและให้กำลังใจบิดาด้วย เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ก็ได้นำตัวกลุ่มจำเลยที่ถูกขังอยู่ในเรือนจำ ซึ่งวันนี้ศาลได้เบิกตัวมาฟังคำพิพากษา ให้พักอยู่ในห้องควบคุมตัวบริเวณชั้น 1 ของศาลฎีกา โดยจะเริ่มอ่านคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ในเวลา 12.00 น ขณะที่บรรยากาศโดยรอบอาคารศาลฎีกา ได้มีการจัดเตรียมกำลัง เจ้าหน้าที่ตำรวจและ รปภ.ของศาล โดยรอบ ซึ่งได้มีการนำแผงกั้นมาวางยาวตลอดแนวถนนประมาณ 300-400 เมตรฝั่งคลองหลอดด้านหลังศาลเพื่อเป็นพื้นที่ให้สำหรับสื่อมวลชนที่ติดตามมาถ่ายภาพทำข่าว ซึ่งในการฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์คดี ศาลฎีกาได้กำหนดข้อปฏิบัติสำหรับสื่อมวลชนไว้ เข้มงวด โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าในบริเวณอาคารศาลและในห้องพีจรณาคดีทั้งนี้เพื่อความเรียบร้อยเนื่องจากวันนี้มีจำเลยและผู้ติดตามจำนวนมาก ในการเข้าฟังคำพิพากษา โดยในส่วนของกลุ่มทนายความ , ญาติจำเลยกับผู้ที่ติดตามที่จะเข้าร่วมฟังคำพิพากษาภายในห้องพิจารณาคดีก็มีข้อปฏิบัติเข้มงวดเช่นกัน ซึ่งมีการตรวจเช็คเครื่องมืออุปกรณ์สื่อสาร รวมทั้งการเช็ครายชื่อกับบุคคลที่ได้ เสนอชื่อมาในการเข้าฟังคำตัดสินวันนี้ โดยการเข้าฟังคำพิพากษานั้นอนุญาตให้เฉพาะคู่ความในคดีและผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น คาดว่าจะใช้เวลาอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้นในเวลาประมาณ 17.00 น. สำหรับ “พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ หรือหมอโด่ง วัจนะพุกกะ” อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 3 และ “นายสุธี เชื่อมไธสง” คนสนิทของเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 16 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวไปเพราะจำเลยหนีคดี ก็ปรากฏว่าต่อมาเมื่อมี พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (วิ อม.) พ.ศ.2560 ออกมาบังคับใช้ ให้อำนาจศาลฎีกาฯ พิจารณาคดีที่ฟ้องและออกหมายจับจำเลยแล้วได้ใหม่โดยไม่มีตัวจำเลย อัยการสูงสุดจึงได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลนำคดีของทั้งสองพิจารณาใหม่ โดยเมื่อวันที่ 28 พ.ค.62 องค์คณะศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาว่าทั้งสองได้ร่วมกระทำผิดด้วย ให้จำคุก “พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ หรือหมอโด่ง” อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 3 รวม 4 กระทงเป็นเวลา 72 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิดแล้วให้จำคุกทั้งสิ้น 50 ปี และ “นายสุธี” คนสนิทของนายอภิชาติหรือเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 16 จำคุก 4 กระทงเป็นเวลารวม 32 ปี และให้จำเลยที่ 16 ชดใช้ค่าเสียหายให้กับกระทรวงการคลังด้วยจำนวน 16,912,128,273.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันทำสัญญาด้วย