"บิ๊กโจ๊ก" ลั่นดำเนินคดี ผกก.เพื่อนร่วมรุ่น นรต.47 แอบอ้างเรียก 6 ล้าน ประกันตัวผู้ต้องหา

อาชญากรรม19 ก.ค. 2565 • 13:02 น.
"บิ๊กโจ๊ก" ลั่นดำเนินคดี ผกก.เพื่อนร่วมรุ่น นรต.47 แอบอ้างเรียก 6 ล้าน ประกันตัวผู้ต้องหา

เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 19 ก.ค.65 ที่ สน.ปากคลองสาน ห้องประชุม ชั้น 3 พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร. เปิดเผยถึงการสั่งดำเนินคดีเด็ดขาด ผกก.กลุ่มงานสอบสวน ภ.จว.แม่ฮ่องสอน เพื่อนร่วมรุ่น กับพวก อ้างชื่อเรียกรับเงิน 6 ล้าน วิ่งเต้นคดีช่วยเหลือประกันตัวว่า จากกรณีได้รับการร้องเรียนจากน.ส.ธิรวรรณ์ (ขอสงวนนามสกุล) ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของ นาย Ritesh Patel ชาวอังกฤษ ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ภายในสถานกักกันคนต่างด้าว กก.3 บก.สส.สตม. ว่ามีบุคคลแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และมีความสนิทสนมใกล้ชิดกับ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร. สามารถช่วยเหลือทางคดีและสามารถประกันตัว นาย Ritesh Patel ได้ ทำให้ น.ส.ธิรวรรณ์ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้มอบเงินกว่า 6,000,000 บาท ให้กับกลุ่มผู้ต้องหา แต่ปรากฎว่าจนถึงปัจจุบัน นาย Ritesh Patel ก็ยังไม่ได้รับการประกันตัวหรือได้รับการปล่อยตัวแต่อย่างใดนั้น ตนจึงได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ต่อศักดิ์ ปานกลิ่นพุฒ ผกก.สน.ปากคลองสาน และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนเนื่องจากกลุ่มผู้ต้องหามีการแอบอ้างผู้บังคับบัญชาระดับสูงเพื่อให้มีการดำเนินคดีผิดไปจากระเบียบ ข้อบังคับ หรือกฎหมาย 

จากการสืบสวนและทำให้ทราบพฤติการณ์ในคดี กล่าวคือ เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.65 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมตัว นาย Ritesh Patel ชาวอังกฤษ ซึ่งพบว่ามีหมายแดง (หมายจับตำรวจสากล) และถูกส่งตัวไปกักขังเพื่อรอดำเนินการส่งกลับไปยังประเทศอังกฤษ ไว้ที่สถานกักกันคนต่างด้าว กก.3 บก.สส.สตม. โดยในระหว่างที่ นาย Ritesh Patel ผู้ต้องกัก ได้อยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองนั้น ได้มี น.ส.ธิรวรรณ์ ผู้เสียหาย เข้ามาติดต่อกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขอประกันตัวผู้ต้องกัก แต่ไม่ได้รับการอนุญาตให้ประกันตัว ต่อมา น.ส.ธิรวรรณ์ จึงได้ขอความช่วยเหลือเรื่องประกันตัวไปยัง นายธนัญวัธน์ (ขอสงวนนามสกุล) ซึ่งนายธนัญวัธน์ แจ้งว่า ได้มีนายวิทยา (ขอสงวนนามสกุล) อ้างว่าสามารถช่วยประสานดำเนินการในประกันตัวผู้ต้องกักได้ เนื่องจากตนรู้จักกับ พ.ต.อ.ราเมศ แก้วสูงเนิน ผกก. (สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน ภ.จว.แม่ฮ่องสอน ซึ่งอ้างว่าเป็นชุดทำงานและเป็นเพื่อน นรต.รุ่นเดียวกับพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร. มั่นใจได้ว่าจะสามารถทำเรื่องประกันตัวหรือทำให้ได้รับการปล่อยตัวอย่างแน่นอน ทำให้ น.ส.ธิรวรรณ์ และ นายธนัญวัธน์ หลงเชื่อว่าสามารถดำเนินการได้จริง โดยนายวิทยา ได้แจ้งว่าต้องมีค่าดำเนินการที่จะต้องชำระให้กับนายวิทยาฯ จำนวน 6 ล้านบาทให้เรียบร้อยก่อน 

ต่อมาเมื่อวันที่ 29 มิ.ย.65 เวลาประมาณ 15.00 น. ขณะที่ผู้ต้องกักอยู่ในความควบคุมที่สถานกักกันคนต่างด้าว (บางเขน) นายธนัญวัธน์ ได้เดินทางมากับ นายวิทยา เข้าติดต่อร้อยเวรรักษาการณ์ประจำสถานกักกันคนต่างด้าว (บางเขน) เพื่อขอพบกับผู้ต้องกัก ซึ่งร้อยเวรรักษาการณ์แจ้งว่าไม่สามารถเข้าพบได้ แต่นายวิทยาฯได้พยายามให้พูดคุยโทรศัพท์กับบุคคลซึ่งอ้างตัวว่าตนคือ พ.ต.อ.ราเมศ เป็นชุดทำงานของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล จะขอติดต่อเข้าพบผู้ต้องกักคนดังกล่าว และยังอ้างว่าผู้ต้องกักดังกล่าวเคยทำงานเป็นสายให้กับตนเอง และพยายามจะขอให้เข้าพบผู้ต้องกัก แต่ร้อยเวรรักษาการณ์ก็ได้ปฏิเสธเนื่องจากขัดต่อระเบียบปฏิบัติและให้ติดต่อกับผู้บังคับบัญชาโดยตรง 

จากนั้น นายวิทยา ได้แจ้งให้นายธนัญวัธน์ และ น.ส.ธิรวรรณ์ ไปทำการโอนเงินตามบัญชีธนาคารที่นายวิทยา แจ้งไว้ โดยให้โอนให้ครบตามจำนวน ยอดรวมเป็นเงิน 6,000,000 บาท เมื่อโอนเงินครบแล้ว นายธนัญวัธน์ ได้พยายามติดต่อเรื่องการขอประกันตัวกับนายวิทยา แต่นายวิทยา บ่ายเบี่ยงมาโดยตลอดและไม่สามารถติดต่อได้ในภายหลัง  น.ส.ธิรวรรณ์ จึงเชื่อว่าถูกหลอกลวงเอาเงินไปโดยทุจริต ทำให้ได้รับความเสียหาย จึงได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.ปากคลองสาน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า นายวิทยา (ขอสงวนนามสกุล) ได้มีการติดต่อกับ พ.ต.อ.ราเมศ แก้วสูงเนิน ในห้วงเวลาเกิดเหตุจริง และมีพยานบุคคลยืนยันว่าบุคคลทั้งสองได้มีการกล่าวอ้างถึง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักหาล ซึ่งเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ในการติดต่อขอประกันตัวหรือขอเข้าพบผู้ต้องกักเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และได้ทำการหลอกลวงผู้เสียหายว่าสามารถจะช่วยเหลือได้จริง โดยให้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารที่กำหนดไว้ รวมความเสียหาย 6,000,000 บาท ซึ่งจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า ได้มีการโอนเงินต่อไปยังบัญชีธนาคารของ พ.ต.อ.ราเมศ แก้วสูงเนิน และบัญชีอื่นๆ ของบุคคลในครอบครัวของ พ.ต.อ.ราเมศ รวมทั้งบัญชีธนาคารของนายวิทยา สมศรีษมสกุล จึงเชื่อได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดจริงโดยแบ่งหน้าที่กันทำ

จากข้อมูลดังกล่าว พนักงานสอบสวน สน.ปากคลองสาน จึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน และได้มีการออกหมายเรียกผู้ต้องหาที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดดังกล่าว ทั้งเป็นผู้หลอกลวง และเป็นเจ้าของบัญชีที่รับโอนในเบื้องต้น จำนวน 5 ราย ประกอบด้วย  พ.ต.อ.ราเมศ แก้วสูงเนิน ผกก.กลุ่มงานสอบสวน ภ.จว.แม่ฮ่องสอน, นายวิทยา สม(ขอสงวนนามสกุล) อายุ 67 ปี อยู่ ต.ท่าทราย อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี , นายอภิรักษ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 43 ปี อยู่ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ,น.ส.ณัฐนรี (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 35 ปี อยู่ ต.พลายชุมพล อ.เมือง จ.พิษณุโลก และ น.ส.ทิพย์สุดา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี อยู่ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก โดยเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้ง 5 รายจะถูกดำเนินคดีในความผิดฐาน ร่วมกันฉ้อโกง ซึ่งจะได้มีการติดตามตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 รายมารับทราบข้อกล่าวหาและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า จากพฤติการณ์ในคดีดังกล่าวนี้ มีการแอบอ้างชื่อตนเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการหลอกลวงผู้เสียหาย และทำให้หลงเชื่อว่าตัวผู้กระทำผิดสามารถช่วยเหลือในการดำเนินการตามที่ผู้เสียหายต้องการได้ ซึ่งในกรณีนี้ได้สั่งการกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการทุกขั้นตอนตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย มีความละเอียดรอบคอบในการรวบรวมพยานหลักฐาน และดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดทุกรายจนถึงที่สุด ทั้งนี้ขอยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมาย ทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

"ได้พูดคุยกับเพื่อร่วมรุ่น เจ้าตัวให้การรับสารภาพ จากการสืบสวนพบว่าครั้งนี้ไม่ใช้ครั้งแรก ผู้ต้องหาเคยมีพฤติการณ์ในลักษณะนี้หลายครั้ง  ถึงแม้ว่าจะเป็นเพื่อร่วมรุ่นกันแต่ถ้าเพื่อนทำผิดก็ต้องดำเนินคดี เพื่อนดีก็ต้องส่งเสริม เพื่อนไม่ดีก็ไม่ละเว้น ซึ่ง 3 เดือนที่ผ่านมา ตนจับกุมผู้ต้องหาที่แอบอ้างชื่อตนเพื่อกระทำความผิดรายนี้ถือเป็นรายที่ 5 อย่างไรก็ตาม ไม่ได้รู้สึกกังวลใจ แต่เกรงว่าประชาชนจะหลงเชื่อ จึงฝากบอกประชาชนว่าถ้าต้องการสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผม สามารถโทรมาได้ที่ สว.นนท์ ตำรวจติดตามที่เบอร์ 06 4954 9197 ยืนยันว่า ผมไม่มีพฤติกรรมในการเรียกรับผลประโยชน์ และฝากไปถึงกลุ่มบุคคลที่อ้างชื่อผมในการกระทำความผิดว่า ผมจะดำเนินการจับกุมให้หมด"พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าว