"อธิบดีอัยการ ตปท." ยัน! "ยิ่งลักษณ์" ได้สัญชาติเซอร์เบีย ไม่กระทบการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
วันที่ 9 ส.ค. 62 นายชัชชม อรรฆภิญญ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานต่างประเทศ กล่าวถึงข้อกฎหมายและข้อปฏิบัติในการขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน กรณีที่ปรากฏกระแสข่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 28 จำเลย ที่เพิ่งได้รับสัญชาติเซอร์เบีย
โดยก่อนหน้านี้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้จำคุก 5 ปี โดยไม่รอลงอาญาในคดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบก่อให้เกิดความเสียหายจากการดำเนินโครงการจำนำข้าว กระทั่งเอื้อให้เกิดการทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) และหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศว่า การที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เป็นบุคคลสัญชาติอื่นนั้น ไม่มีผลต่อการดำเนินการเพื่อจะขอส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย เพราะความผิดนั้นก็ยังปรากฏตามคำพิพากษาของศาลไทยอยู่
อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ กล่าวอธิบายขั้นตอนอีกว่า การดำเนินการเพื่อขอส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนนั้น ในเบื้องต้นเราต้องทราบก่อนว่า ผู้นั้นหลบหนีไปพำนักในประเทศใด ซึ่งต้องหารายละเอียดพิกัดสถานที่พักในช่วงเวลาหนึ่งเวลาใดที่เขาพักอยู่ โดยแม้ว่าประเทศนั้นจะไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน เราก็สามารถดำเนินการทำคำขอได้ โดยอาศัยหลักต่างตอบแทน กล่าวคือ ทั้งสองประเทศต่างให้คำมั่นต่อกันว่าหากประเทศผู้รับคำร้องขอผู้ร้ายขามแดนมีคำร้องขอให้ไทยส่งผู้ร้ายให้เขา เราก็ยินดีจะดำเนินการให้เช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม หลายประเทศถือหลักจะไม่ส่งคนสัญชาติตนเองให้ประเทศอื่นดำเนินคดี ซึ่งในกรณีนี้เราก็จะต้องใช้กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญาขอให้ประเทศนั้นดำเนินคดีแทนให้
นอกจากนั้น กรณีประเทศที่ไม่มีสนธิสัญญา ปกติความผิดที่ขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้จะต้องเป็นกรณีที่ทั้ง 2 ประเทศ กำหนดให้การกระทำนั้นเป็นความผิดตามกฎหมายของตนด้วย
สำหรับกรณีของประเทศเซอร์เบียกับไทยนั้น ทั้งสองประเทศไม่มีสนธิสัญญาต่อกัน แต่หากเรามีข้อมูลที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับที่อยู่ ก็สามารถดำเนินการได้ตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2551
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ นั้น อัยการก็เคยยื่นคำขอในบางประเทศมาแล้ว โดยถ้าต่อไปมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่พักในประเทศใดก็จะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีจำนำข้าว ที่อัยการสูงสุด ได้ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกฯ เป็นจำเลยนั้น ถือว่าคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ แล้ว เพราะไม่ได้มีการยื่นอุทธรณ์คดีทั้งในส่วนของโจทก์ และจำเลยตามสิทธิกฎหมายที่ออกใหม่เมื่อปี 2560 โดยในส่วนของโจทก์ นายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุด ก็ได้มีความเห็นเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2560 เห็นว่า ศาลฎีกาฯ ได้พิพากษาจำคุก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตามบทลงโทษที่ได้ยื่นฟ้องคดีแล้ว จึงไม่ได้ยื่นอุทธรณ์อีกต่อไป และเมื่อคดีถึงที่สุดตามผลคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2560 แล้วก็จะต้องดำเนินกระบวนการติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ มารับโทษต่อไป ซึ่งจะไม่มีการนับอายุความ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2558 มาตรา 74/1