รอง ผบ.ตร. สนธิกำลังหลายหน่วยงาน บุกโรงงานรีไซเคิลขยะผิดกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายสุรพล ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมศุลกากร นำกำลังเข้าตรวจค้น บริษัท สยามบานเล็ก สเค็ป ไอเอิน จำกัด เลขที่ 33 ตำบลขางปะหัน อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังพบว่ามีการเปิดโรงงานรีไซเคิลขยะอิเลทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาต
จากการตรวจสอบพบว่า โรงงานแห่งนี้นำเข้าสายไฟเก่าจากประเทศสหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ และประเทศอื่นๆ มารึไซเคิล คัดแยกสายไฟและฉนวนออกจากกัน จากนั้นจะส่งไปโรงงานหลอมที่ประเทศสิงคโปร์
นายสุรพล ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า โรงงานแห่งนี้ได้รับอนุญาตให้บีบอัดโลหะเพียงอย่างเดียว ไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดเป็นโรงงานรีไซเคิลขยะอิเลคทรอนิกส์ นอกจากนี้ยังคัดแยกสายไฟโดยไม่ได้รับอนุญาต และนำเศษสายไฟออกจากโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.โรงงานอุตสาหกรรม มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และได้สั่งปิดโรงงานทันที
ด้านนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่าโรงงานแห่งนี้ สำแดงเท็จว่าเป็นการนำเข้าเศษทองแดง ไม่ได้สำแดงว่านำเข้าสายไฟมาแปรรูป เพื่อเลี่ยงการเสียภาษี จึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร
ผู้ดูแลโรงงาน อ้างว่า ไม่ทราบว่าประกอบกิจการโดนผิดกฎหมาย และยืนยันว่ากระบวนการคัดแยกสายไฟเป็นไปตามมาตรฐานสากล ไม่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม
ขณะที่พล.ต.อ.วิระชัย เปิดเผยว่าโรงงานแห่งนี้มีเจ้าของกิจการเป็นชาวสิงคโปร์ คือ นายสตีเวน ตัน เซ็ง คุง และหุ้นส่วนชาวสิงคโปร์ด้วยกันรวม 3 คนเปิดมาตั้งแต่ปี 2557 ถือว่าเป็นโรงงานเถื่อน ที่นำสายไฟมาคัดแยกโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงอายัดของกลางทั้งหมดไว้ดำเนินคดี
ซึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว กระบวนการรีไซเคิลขยะอิเลคทรอนิกส์เหล่านี้จะไม่อนุญาตให้ดำเนินการ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยใช้วิธีการจ้างให้บริษัทเอกชนนำไปกำจัดนอกประเทศ แต่บริษัทที่ไปรับขยะเหล่านั้นมากำจัด ได้นำขยะบางส่วนส่งขายให้โรงงานรีไซเคิลในประเทศต่างๆ เหมือนเช่นกรณีโรงวานที่เข้าตรวจสอบครั้งนี้ สิ่งที่เป็นอันตรายคือฉนวนหุ้มสายไฟต่างๆ หากทำลายไม่ถูกต้องก็จะเกิดสารไดออกซิน ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
นอกจากนี้จะตรวจสอบว่า เข้าข่ายความผิดมูลฐาน พ.ร.บ.ฟอกเงิน หรือไม่ หากเข้าข่ายจะดำเนินการยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินต่อไป