ศาลสั่งจำคุก “อดีตพระครูกิตติพัชรคุณ” 26 ปี ทุจริตเงินทอนวัด28ล้าน

อาชญากรรม18 เม.ย. 2562 • 07:11 น.
ศาลสั่งจำคุก “อดีตพระครูกิตติพัชรคุณ” 26 ปี ทุจริตเงินทอนวัด28ล้าน
วันที่ 18 เม.ย.62 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ศาลมีคำสั่งนัดฟังคำพิพากษาคดีฟอกเงินทอนวัด สำนวนแรกตามที่พนักงานอัยการ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง อดีตพระครูกิตติ พัชรคุณ หรือนายสมเกียรติ ขันทอง อดีตเจ้าคณะอำเภอชนแดน จ.เพชรบูรณ์ และเจ้าอาวาสวัดลาดแค ในฐานความผิดฐานร่วมกันกับ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งอยู่ระหว่างหลบหนี สมคบกันฟอกเงิน กรณีเรียกรับเงินงบประมาณในการทำนุบำรุงศาสนา จากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ เงินทอนวัดต่างๆ จำนวน 12 วัด 13 รายการ ใน จ.เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ ตาก และชุมพร เป็นเงินประมาณ 28 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2555-2559 โดยอดีตพระครู ได้ให้การปฏิเสธ และยืนหลักทรัพย์ประกันตัวระหว่างพิจารณา ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ขณะนั้นพระครูกิตติ พัชรคุณ หรือนายสมเกียรติ ขันทอง อดีตเจ้าคณะอำเภอชนแดน จ.เพชรบูรณ์ และเจ้าอาวาสวัดลาดแค จำเลยอดีตเป็นพระภิกษุชั้นพระผู้ใหญ่ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐตามกฎหมาย มีหน้าที่ทำนุบำรุงและเผยแผ่พระพุทธศาสนา แต่กลับร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อจัดสรรงบประมาณโดยมิชอบให้แก่วัดต่างๆ เมื่อวัดได้เงินงบประมาณมา มีการขอแบ่งเงินบางส่วนให้กับกลุ่มของจำเลยไปแบ่งผลประโยชน์กัน ซึ่งพยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด จึงเห็นว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ฟอกเงิน ฐานสมคบกันฟอกเงิน ซึ่งจำเลยกระทำความต่างกรรมต่างวาระรวม 13 กระทง พิพากษาให้จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 39 ปี แต่จำเลยให้การพอเป็นประโยชน์อยู่บ้าง จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 26 ปี ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 29 พ.ย.60 พนักงานสอบสวนกองปราบปราม จับกุมอดีตพระครูกิตติ ในข้อหาอนาจารเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี โดยพระครูกิตติ ได้ยืนหลักทรัพย์ประกันตัว ในวงเงินจำนวน 200,000 บาท โดยกำหนดเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล และถูกตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) อายัดตัวไว้ดำเนินคดีฐานฟอกเงิน มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตเงินทอนวัด 12 คดี รวมความเสียหาย 28 ล้านบาท โดยอดีตพระครูกิตติปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และประกันตัวเป็นหลักทรัพย์จำนวน 1.5 ล้านบาท ก่อนที่ศาลจะพิพากษาลงโทษ