“พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล” “รองเลขาฯ ปปส.” กางแผนภารกิจปราบยาเสพติด
หมายเหตุ : “พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล” รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ซึ่งรับผิดชอบดูแล ให้สัมภาษณ์พิเศษ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ถึงภารกิจการดูแลรับผิดชอบเรื่องการปราบปรามและบังคับใช้กฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาด้านยาเสพติด
- อยากให้เล่าถึงภารกิจ ในการทำงานด้านป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
ผมได้ทำคดีครั้งแรกเรื่องจับกุมยาไอซ์ จำนวน 1.4 ตัน ที่จังหวัดปทุมธานี โดยหลังจากที่มีการกดดันและปราบปรามยาเสพติดตามตะเข็บแนวชายแดนทางภาคเหนือ ทำให้กลุ่มขบวนการค้ายาเสพติด ตามแนวตะเข็บชายแดนทางภาคอีสาน เปลี่ยนเส้นทางมาชายแดนด้านจังหวัดกาญจนบุรี ส่วนวิธีการขนมี 2 แบบ เป็นลักษณะของการเป็นกองทัพมด เข้ามาตามพื้นที่ทางธรรมชาติ ส่วนทางถาวรจะเป็นลักษณะแบบบิ๊กล็อต อย่างที่เราดำเนินการจับกุมที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ขนมาทีเต็มรถคอนเทนเนอร์ ซึ่งขบวนการค้ายาเสพติดคิดว่าการขนผ่านมาได้ 1 ล็อต เขาถือว่าเขาคุ้มแล้ว แต่จะมีการเปลี่ยนทิศทางจากเหนือไปอีสาน และมาทางตะวันตก
อย่างเคส 1.4 ตัน ที่จังหวัดปทุมธานี ซึ่งมีการลักลอบนำเข้ามาจากโซนทิศตะวันตก ข้ามมาฝั่งไทย ซึ่งหน่วยงานเราสายข่าวเยอะ ทำให้กลุ่มผู้ค้ายาเสพติดเมื่อข้ามมาฝั่งไทยแล้วรู้สึกว่ามีปัญหา จึงดำเนินการซ่อนพราง ด้วยการตัด กระบะรถบรรทุก 10 ล้อ แปลงช่วงด้านล่างเพื่อซุกซ่อนยาเสพติด และทำให้ตัวรถกลมกลืน แล้วส่งมาในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี โดยใช้วิธีการเปิดโกดัง และนำยาเสพติดลงพักไว้ โดยเฉพาะเคสนี้เจ้าหน้าที่เราสามารถจับกุมคนขนและคนลำเลียง ไว้ได้ หลังจากนั้นทำการสอบสวนขยายผล จนสามารถจับกุมตัวการใหญ่มาดำเนินคดีได้
-ส่วนมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของยาเสพติด
สำหรับมาตรการการป้องกันในตอนนี้ที่ดีที่สุด โดยส่วนตัวมองเห็นว่ายาเสพติดมีการแพร่ระบาดในชุมชนและหมู่บ้าน คนเสพและผู้ค้าเกิดจากหมู่บ้านทั้งในต่างจังหวัด และ กทม.ด้วย ฉะนั้นการดูแลบุตรหลานในชุมชนและหมู่บ้านมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะพ่อแม่และผู้ปกครอง ต้องเอาเรื่องจริงมาคุย กันเพราะว่าทุกคนต้องมีภาระหน้าที่ในการทำงาน ทั้งนี้เรื่องยาเสพติดไม่จำกัดว่าคนที่อยู่ในสภาวะเศรษฐกิจไม่ดีแล้วมาติดยาเสพติด ทุกวันนี้พ่อแม่และผู้ปกครองที่มีอันจะกิน ลูกก็สามารถติดยาเสพติดได้ สาเหตุมาจากเรื่องของการให้เวลาในการดูแลบุตรหลานไม่เพียงพอ ดังนั้นการป้องกันลักษณะเชิงครอบครัวมีความสำคัญ ซึ่งทางรัฐบาลและหน่วยงานราชการ พยายามหยิบยื่นความช่วยเหลือลงไป ซึ่งเรามีโครงการหลายโครงการ เช่น โครงการชุมชนปลอดภัย ชุมชนมั่นคงและชุมชนสีขาว แต่ข้อเท็จจริงแล้วคนที่ใกล้ชิดในครอบครัวสำคัญที่สุด แต่มันก็ยังย้อนกลับไปอยู่ในมิติเดิม แต่ท้ายสุดเรื่องนี้ก็ยังเป็นพื้นฐานอยู่ และถูกสังคมมักแปลตรงจุดนี้ออกไปเป็นเรื่องอื่น ส่วนตัวถ้าอยากให้เน้นกลับไปที่ครอบครัว โดยสมาชิกในครอบครัวจะต้องดูแลกัน ถามว่าเศรษฐกิจมีส่วนไหม ตอบได้เลยว่าไม่จำกัดหรือไม่มีส่วน คนมีอันจะกินก็ติดยาเสพติดได้ นักเรียนนักศึกษาในสถาบันที่มีชื่อเสียงก็ติดยาเสพติดได้เช่นกัน
-ผันตัวจากเป็นผู้ค้ารายย่อยสู่ผู้ค้ารายใหญ่
ผมเคยไปสัมภาษณ์มาแล้วด้วยตัวเอง ซึ่งทางฐานะครอบครัวทางบ้านเขาไม่ขัดสน แต่ทำไมติดยาเสพติดได้ เพราะว่าไม่ได้รับความสนใจจากผู้ปกครอง ประกอบกับการแพร่ระบาดของยาเสพติด ซึ่งมุมคนใช้คนเสพ กระทรวงยุติธรรม มีการปรับแก้กฎหมาย ในการครอบครองยาเสพติดซึ่งมีปริมาณไม่สูง ถือว่าผู้เสพคือผู้ป่วย เราก็เปิดโอกาสให้เขาได้รับการเข้าบำบัด แต่ทำไมสถานการณ์ยาเสพติดถึงไม่ได้ลดลงไปเลย ทำไมในชุมชนข้างบ้านยังเห็นว่ามีการขายยาเสพติด เพราะว่าคนติดยาเสพติดแล้ว จะมีปริมาณคนติดยาเสพติดมากขึ้น ทำให้เด็กที่มีรายได้หรือไม่มีรายได้ก็ตาม ไม่สามารถหาเงินมาซัพพอร์ตตรงนี้ได้ โดยธรรมชาติของกลุ่มนี้ก็คือ พัฒนาจากผู้เสพสู่ผู้ค้ารายย่อย โดยลักลอบค้ายาเสพติดจากเล็กๆ สู่วงจรใหญ่ ผันตัวมาเป็นผู้ค้ามีแต่จะเพิ่ม ถ้าองค์กรรัฐและครอบครัวลงไปไม่ถึง มีปัญหาแน่นอน แต่การดูแลภายในชุมชนก็อีกส่วนหนึ่ง ตอนนี้สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ให้ความสำคัญและสนับสนุนโครงการฝ่ายปกครองกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมี ชรบ. และ อปพร. ซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านที่รู้จักกันหมดช่วยเป็นหูเป็นตา และสามารถรู้ได้ว่าลูกหลานใครที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงของยาเสพติด หรือว่าคนนอกเข้ามาค้าในหมู่บ้าน เขาจะรู้ทันที
-ป.ป.ส.สนับสนุนเม็ดเงินจัดตั้งชุด ชรบ.และ อปพร.
ล่าสุดสำนักงาน ป.ป.ส. ได้สนับสนุนงบประมาณไปยังสำนักงาน ป.ป.ส.ภาคต่างๆ ให้ไปจัดตั้งชุด ชรบ.และ อปพร.พร้อมจัดหลักสูตรเข้ามาอบรมเสริมเพิ่มเติม เพื่อฟื้นฟูให้เขามีกำลังใจ เพื่อเป็นการเสริมความเข้มแข็งในชุมชน ต่างกับตำรวจและหน่วยงานอื่น เมื่อเข้าไปตรวจงานในหมู่บ้าน เมื่อตรวจเสร็จแล้วก็กลับออกมา แต่ชาวบ้านสามารถช่วยกันดูแลเป็นหูเป็นตาแทนเจ้าหน้าที่ได้ หากพบว่าบ้านไหนมีลูกหลานติดยาเสพติด เขาก็จะไปเคาะประตู ถึงบ้านและชี้นำเพื่อให้หยุดการกระทำเกี่ยวกับยาเสพติด ผมว่าชาวบ้านคุยกันง่ายกว่าตำรวจไปคุย ด้วยความตั้งใจ ป.ป.ส.อยากทำทั้งประเทศ แต่ว่างบประมาณของเรามีจำกัด จึงต้องกำหนดเฉพาะพื้นที่ที่มีปัญหาเสียก่อน เกี่ยวกับการแพร่ระบาดของยาเสพติด เอาความสำคัญตรงนั้นก่อนและจะทำอย่างต่อเนื่องต่อไป
-กฎหมายเกี่ยวกับการปราบปรามยาเสพติด
ผมคิดว่าบุคคลที่ทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด ยิ่งมีคนให้ลงทุน ความหมายก็คือการที่เราเพิ่มข้อหาให้หนักขึ้น บางคนมุมมองดูว่าจะเข็ดหลาบ แต่อีกมุมมองหนึ่งเขาเรียกว่ากลยุทธ์การขาย แสดงว่าของที่ผิดกฎหมายมันจะมีราคาขึ้นของมันเอง ซึ่งนักลงทุนจะมองเห็นโอกาส และการลงทุน ปัจจุบันผู้ค้ายาเสพติดบางรายไม่ต้องแตะของ เพราะว่ากระบวนการในการดำเนินงานทั้งหมด คนเจรจาซื้อขาย คนขนส่งลำเลียง คนทำการตลาด โบรกเกอร์ต่างๆ ไม่จำเป็นต้องรู้จักกันก็ได้ แต่พวกนี้จะใช้ระบบ ผ่านทาง Application Line สามารถขนส่งของผิดกฎหมายได้ บางรายให้เครดิตระยะยาว เนื่องจากว่ายาเสพติดมีราคาสูง ทั้งที่ต้นทุนต่ำ ทำให้กลุ่มลูกค้าที่เคยถูกจับระดับบิ๊กลอต สมมติว่ากลุ่มผู้ค้าระดับบิ๊กลอตขนมา 10 เที่ยว ถูกจับเสีย 9 เที่ยว ก็ยังไม่ขาดทุนยังกำไรอยู่ ทำให้บุคคลที่อยู่เบื้องหลังใช้เทคโนโลยี สมัยใหม่ในการสั่งการ ถึงแม้ว่าจะมีการลงโทษมาแล้ว แต่บุคคลเหล่านี้ไม่หลาบจำ เพราะว่าบุคคลที่ตัดสินใจกระทำความผิด ไม่ได้คิดว่าโทษหนักหรือไม่ เขาคิดว่าไม่มีใครจับได้ 90% เชื่อได้เลยว่าอาชญากรที่กระทำความผิดคิดว่าไม่มีใครรู้ คนจะกล้ากระทำความผิด ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับบทลงโทษ นี่คือเหตุผลสำคัญที่อาชญากรมันเกิดขึ้นในปัจจุบัน เรื่องยาเสพติดเช่นเดียวกัน เทคโนโลยีก้าวหน้า ทำให้อาชญากรสามารถคอนโทรลสั่งการได้ โดยไม่มีใครรู้ว่าเขาคือตัวการค้ายาเสพติด แต่คนรับจ้างขนของ เขาต้องเปิดหน้า ซึ่งเรามีประวัติและจับกุมได้นำตัวมาขยายผลสู่จับกุมตัวสั่งการและผู้อยู่เบื้องหลัง เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีต่อไป
-ป.ป.ส.เปิดปฏิบัติการร่วมสามเหลี่ยมทองคำ 1511
ที่ผ่านมา ป.ป.ส.ปฏิบัติการร่วมสามเหลี่ยมทองคำ 1511 อย่างต่อเนื่อง 7 เดือน ประเทศสมาชิกในลุ่มแม่น้ำโขง สามารถตรวจยึดยาบ้ารวม 303 ล้านเม็ด ไอซ์ 13 ตัน เฮโรอีน 1.5 ตัน รวมสารตั้งต้นที่จะนำไปผลิตยาบ้าได้นับหมื่นล้านเม็ด มีผลโดยตรงต่อการสกัดกั้นยาเสพติดเข้าไทยและไปประเทศที่สาม แต่ขบวนการค้ายาเสพติดไม่ลดความพยายามเพิ่มการลำเลียงหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติดเชิงรุกนอกประเทศของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เน้นความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง นำไปสู่การริเริ่มเสนอแผนปฏิบัติการร่วมสามเหลี่ยมทองคำ 1511 โดยนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ต่อที่ประชุม 6 ประเทศสมาชิกลุ่มแม่น้ำโขง ประกอบด้วย จีน เมียนมา สปป.ลาว เวียดนาม กัมพูชา และไทย ซึ่งเห็นชอบร่วมกันและเปิดปฏิบัติการ ตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2562 เป็นต้นมา ปัจจุบันยังคงมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและมีความคืบหน้าอย่างมาก ทุกประเทศสมาชิกได้เปิดปฏิบัติการในพื้นที่ของตนเอง รวมทั้งสิ้น 7,093 ครั้ง จับผู้ต้องหา 8,851 คน ยึดยาบ้า 303 ล้านเม็ด ไอซ์ 13 ตัน เฮโรอีน 1.5 ตัน สารตั้งต้น 15.5 ตัน กาเฟอีน 9.9 ตัน และเคมีภัณฑ์อื่น ๆ 974 ตัน
-สามารถหยุดยั้งยาเสพติดไม่ให้เข้าสธู่แหล่งระบาดได้
ภายใต้แผนปฏิบัติการร่วมดังกล่าว ทุกประเทศสมาชิกได้ให้ความสำคัญ มีการประสานความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะด้านข้อมูลข่าวสารที่มีการแลกเปลี่ยนกันตลอดเวลา ทั้งที่ผ่านศูนย์ประสานงานแม่น้ำโขงปลอดภัย ซึ่งตั้งอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ และอัครราชทูตที่ปรึกษาที่สำนักงาน ป.ป.ส.ได้ส่งไปประจำอยู่ทั้ง 5 ประเทศ ซึ่งผลการปฏิบัติการร่วมสามเหลี่ยมทองคำ 1511 นอกจากจะลดทอนกำลังการผลิตยาเสพติด ด้วยการยึดสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ปริมาณมาก ที่หากนำไปผลิตยาบ้าจะได้ถึง 12,375 ล้านเม็ด หรือผลิตไอซ์ได้ 262 ตัน หรือผลิตเฮโรอีนได้ถึง 198 ตัน ยังหยุดยั้งยาเสพติดจำนวนมาก ไม่ให้เข้าสู่แหล่งแพร่ระบาดและส่งถึงมือผู้เสพในประเทศต่าง ๆ เท่ากับไทยและประเทศสมาชิกมีส่วนในการลิดรอนยาเสพติดปริมาณมหาศาล ไม่ให้ถูกผลิตขึ้นและส่งออกมาจากแหล่งผลิตในสามเหลี่ยมทองคำ
- แหล่งผลิตในพื้นที่ของชนกลุ่มน้อยติดอาวุธในเมียนมา
ขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ที่เป็นกลุ่มการผลิตก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะลดการผลิตลง โดยยังคงลักลอบตั้งแหล่งผลิตทำการผลิตอย่างต่อเนื่องโดยใช้พื้นที่ของชนกลุ่มน้อยติดอาวุธในเมียนมา และใช้วิธีการเคลื่อนย้ายหลบหลีกจากการถูกค้นหาและทำลาย ทั้งนี้ เพราะยังคงมีการลักลอบลำเลียงสารตั้งต้น/เคมีภัณฑ์เข้าสู่แหล่งผลิตได้ อีกทั้งยังต้องการผลิตยาเสพติดจำนวนมากป้อนตลาดให้ผู้ต้องการใช้เข้าถึงง่าย และความต้องการของตลาดยาเสพติดในระดับผู้เสพ ยังมีสูง สิ่งที่สะท้อนสถานการณ์ดังกล่าวคือ หลังการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 เพียง 2 เดือน พบว่าทั้งในเมียนมาและไทย มีการจับยึดยาเสพติดได้ปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง โดยจากการรวบรวมข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงาน ป.ป.ส. (ศปก.สำนักงาน ป.ป.ส.) พบว่าในห้วงเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม 2563 มีการจับยึดไอซ์ที่มีน้ำหนัก 100 กก.ขึ้นไปต่อครั้ง รวม 9 ครั้ง รวมไอซ์ 5.07 ตัน ขณะเดียวกันมีการจับยึดยาบ้าที่มีจำนวน 1 ล้านเม็ดขึ้นไปต่อครั้ง รวม 9 ครั้งเช่นกัน รวมยาบ้า 30.1 ล้านเม็ด ดังนั้นจึงต้องมีการปรับกลยุทธ์การดำเนินงานที่มุ่งในด้านการสกัดกั้นสารตั้งต้น/เคมีภัณฑ์ และยาเสพติดตามแนวชายแดนมากขึ้น และรณรงค์ป้องกัน สร้างการรับรู้และความเข้าใจ เพื่อลดความต้องการยาเสพติดไม่ให้เกิดผู้เสพรายใหม่
แม้รัฐบาลได้สนับสนุนการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเต็มที่ ทั้งการดำเนินงานภายในและนอกประเทศ รวมถึงทุกหน่วยงานได้ทุ่มเททรัพยากรเพื่อดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเต็มความสามารถ โดยดำเนินการทั้งมาตรการปราบปรามผู้ค้ายาเสพติด และการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด แต่หากไม่สามารถติดตามผู้ผ่านกระบวนการบำบัดรักษาไม่ให้กลับไปเสพซ้ำ และไม่สามารถควบคุมหรือลดจำนวนผู้เสพยาเสพติดรายใหม่ได้ ความต้องการยาเสพติดก็ยังคงอยู่ ซึ่งเท่ากับทำให้ยังคงมีตลาดที่ขบวนการค้ายาเสพติดจะผลิตยาเสพติดออกมาจำหน่าย ปัญหายาเสพติดก็ไม่มีทางลดทอนลงได้
-มาตรการที่สำคัญคือการป้องกันและสร้างภูมิคุ้มกัน
ผมคิดว่ามาตรการป้องกันยาเสพติดที่สำคัญที่สุด คือการป้องกันและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กและเยาวชน และรณรงค์ให้ประชาชนไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน ไม่สามารถปล่อยให้รัฐดำเนินการโดยลำพังได้ ปัญหายาเสพติดไม่ใช่ปัญหาของคนใดคนหนึ่ง และเมื่อเกิดขึ้น ไม่เพียงส่งผลเสียเฉพาะกับบุคคล แต่ส่งผลกระทบถึงครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ทั้งนี้ประชาชนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหายาเสพติดได้ หากพบผู้มีพฤติการณ์เกี่ยวกับยาเสพติด แจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วน ป.ป.ส. โทร. 1386 ตลอด 24 ชั่วโมง