สั่งสอบชายเสื้อขาวอ้างเป็นตำรวจเมาตบหัวกู้ภัยในที่เกิดเหตุ

อาชญากรรม4 ธ.ค. 2562 • 10:37 น.
 สั่งสอบชายเสื้อขาวอ้างเป็นตำรวจเมาตบหัวกู้ภัยในที่เกิดเหตุ
วันที่ 4 ธ.ค.62 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. กล่าวถึงกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์นำเสนอข่าว อ้างเป็น ตร.ขับรถเบนซ์ป้ายแดงชนผู้หญิง และกล่าวหาว่าโดดใส่รถเพื่อหวังทรัพย์ ในพื้นที่ สภ.เสม็ด จ.ชลบุรี ว่าได้รับรายงานจาก สภ.เสม็ด ว่า เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 62 รับแจ้งว่ามีเหตุ รถยนต์เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์พ่วงข้างได้รับความเสียหาย บริเวณ ซ.โรงเรียนบูรพาฝั่งมุ่งหน้าหมู่บ้านกระโดน หมู่ที่ 1 ต.เสม็ด อ.เมือง จ.ชลบุรี โดยมีผู้โดยสารรถจักรยานยนต์พ่วงข้างได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ จากการตรวจสอบพบรถจักรยานยนต์พ่วงข้างยี่ห้อฮอนด้าสีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน 1กง-7229 จ.ตาก พบผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บทราบชื่อ นางสุภาพ มูลหลวง เจ้าหน้าที่จึงนำตัวส่งโรงพยาบาล และรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ เบนซ์ สีดำ หมายเลขทะเบียนป้ายแดง ส-6420 กทม. ผู้ขับขี่คือนายสมชาติ นิพัทธ์วรนันท์ จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ตามวันเวลาที่เกิดเหตุ นางสุภาพ นั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์พ่วงข้างคันเกิดเหตุ นายสมชาติฯ ขับรถยนต์เก๋งตามหลังมาได้พยายามขับแซงขึ้นด้านหน้าจึงได้เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์พ่วงข้างได้รับความเสียหาย และทำให้นางสุภาพ ผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล เบื้องต้นพนักงานสอบสวนตรวจที่เกิดเหตุ นำรถคู่กรณีที่เกิดเหตุไปเก็บรักษาและเรียกผู้ขับขี่ดังกล่าวมาลงบันทึกประจำวัน เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย พรบ.จราจรทางบก ในข้อหา ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย หรือจิตใจ ฯ ต่อมาสื่อสังคมออนไลน์นำเสนอข่าวพร้อมคลิปในบางช่วงว่า มีชายเสื้อขาวที่อ้างตัวเป็นตำรวจอยู่ในลักษณะมึนเมาได้มีการโวยวาย ตบศีรษะเจ้าหน้าที่มูลนิธิกู้ภัยนั้น ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบชายดังกล่าวพบว่าเป็น เจ้าหน้าที่ตำรวจจริง ขณะเกิดเหตุ ตำรวจรายดังกล่าวนั่งมากับนายสมชาติ ขณะนี้พนักงานสอบสวน ได้มีการประสานไปยังเจ้าหน้าที่มูลนิธิกู้ภัยเพื่อมาสอบปากคำ และสืบหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และประสานนายสมชาติ ผู้ขับขี่ และตำรวจรายดังกล่าว มาเพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม หากตรวจพบว่าตำรวจรายดังกล่าวกระทำผิดจริง ก็จะดำเนินการทางอาญา และมีการรายงานพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมไปยังต้นสังกัด เพื่อให้ดำเนินการในทางวินัยต่อไป พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวอีกว่า ต้องรอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง หากตรวจแล้วพบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจรายตามที่ปรากฎในข่าวจริง และมีการกระทำความผิด ก็จะมีบทลงโทษทั้งทางวินัยและอาญาตามขั้นตอนที่เกี่ยวต่อไป ซึ่งก็คงต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ผิดก็ว่าไปตามผิดไม่มีการให้ความช่วยเหลือกันอยู่แล้วที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีการลงทัณฑ์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่กระทำในลักษณะนี้ทั้ง ไล่ออก ปลดออก ให้ออก หากความผิดปรากฎชัดเจน ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศมาโดยตลอด ไม่ปล่อยไว้ให้เป็นเยี่ยงอย่าง เสื่อมเสียชื่อเสียงขององค์กรและเสียกำลังใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประพฤติปฏิบัติดี ทั้งนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้เน้นย้ำให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง และข้อบังคับที่กำหนด อย่างเคร่งครัด ส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจคนอื่นที่ยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง หรือปฏิบัติงานไม่สนองนโยบายของผู้บังคับบัญชา ก็จะไม่เข้าข้างอยู่แล้ว หากผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่ามีความผิดก็จะดำเนินการทั้งทางวินัยและทางอาญาอย่างเด็ดขาด อีกทั้ง ผบ.ตร. ได้มีข้อสั่งการไปยังกองบัญชาการทุกภาคส่วน ผู้บังคับการ ผู้กำกับ หน.หน้าหน่วยในทุกต้นสังกัดทุกพื้นที่ ให้มีการควบคุม ดูแลความประพฤติและวินัยข้าราชการตำรวจ ทั้งเวลาราชการและนอกเวลาราชการ ตามคำสั่งที่ 1212/2537 ในการ กวดขัน กำกับ ดูแล สอดส่องความประพฤติและพฤติกรรมของข้าราชการตำรวจภายใต้การปกครองบังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด หากพบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีความพฤตินอกรีต ไปเรียกรับเงินทอง เรียกรับผลประโยชน์อื่นใด หรือแม้กระทั่งใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ โดยให้ดำเนินการตรวจสอบกระทำด้วยความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งหากผลการตรวจสอบพบว่าได้กระทำผิดจริงให้ดำเนินทางวินัยและอาญา อย่างเด็ดขาด