เจ้าของธุรกิจเบเกอรี่แจ้งความตำรวจไซเบอร์ หลังถูกแฮคระบบโทรศัพท์โอนเงินด้วยรีโมทสูญเงินเกือบ 2ล้าน

อาชญากรรม2 พ.ค. 2566 • 12:58 น.
เจ้าของธุรกิจเบเกอรี่แจ้งความตำรวจไซเบอร์ หลังถูกแฮคระบบโทรศัพท์โอนเงินด้วยรีโมทสูญเงินเกือบ 2ล้าน

วันที่ 2 พ.ค.66 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงกรณีนางสาวสุชนิกา อายุ 30ปี เป็นเจ้าของธุรกิจเบเกอรี่ มีความประสงค์ให้ดำเนินการช่วยเหลือ หลังจากถูกมิจฉาชีพเข้าแฮคระบบโทรศัพท์ส่วนตัวและควบคุมด้วยระบบรีโมท สูญเสียเงินไปมากกว่า 1,968,049 บาท โดยได้เข้าแจ้งความกับ ร.ต.ท.หญิงนภาภรณ์ ฤกษ์พิชัย บก.สอท.1 

ซึ่งเหตุเกิดเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2566 เวลาประมาณ 14.30น โดยคนร้ายได้ใช้หมายเลขโทรศัพท์ 092-091-8643 โทรมาอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากสรรพากร ปลายสายเป็นผู้หญิงโดยพูดเรื่องส่งงบการเงินล่าช้า ซึ่งในขณะนั้นข้าพเจ้ากำลังจัดเตรียมเอกสารเรื่องนี้อยู่พอดี จึงไม่สะดวกสนทนาทางโทรศัพท์ คนร้ายจึงขอแอดไลน์ผ่านเบอร์โทรศัพท์ และต่อมาได้มีผู้ใช้ชื่อกระทรวงพาณิชย์ส่งคำขอมา เป็นเพื่อนในแอปพลิเคชั่นไลน์และขอให้อัพเดทข้อมูลเรื่องการส่งงบการเงิน

หลังจากนั้นมีหมายเลขโทรศัพท์ 066-042-3264 ติดต่อมาหา ปลายสายเป็นผู้ชาย คนละคนกับคนแรก อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ที่รับเรื่องต่อ พูดในเชิงเร่งรัดเรื่องราวให้รีบอัพเดทข้อมูลงบการเงินผ่านเว็บไซต์ เมื่อเข้าไปในเว็บไซต์ ปรากฎว่าหน้าจอมือถือค้าง มีอาการรวน และไม่สามารถกดใช้งานได้เป็นเวลาประมาณ 10นาที ในระหว่างนั้นจึงพยายามเข้าโทรศัพท์ใหม่ แต่เมื่อปลดล็อคหน้าจอก็ไม่สามารถใช้งานได้

ภายหลังทราบว่า เป็นการควบคุมโทรศัพท์ผ่านระบบรีโมทอัตโนมัติ ทำให้ไม่สามารถใช้งานโทรศัพท์ได้ และเมื่อใช้งานไม่ได้จึงรู้ตัวทันทีว่าถูกหลอกและโทรศัพท์โดนแฮค จึงรีบติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารไทยพาณิชย์เพื่อขอระงับบัญชีแต่ทางเจ้าหน้าที่ธนาคารแจ้งว่า มีการโอนเงินออกจากบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี 247-256-3856 ชื่อบัญชี นางสาวสุชนิกา ออกไปแล้ว จำนวน 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2566 เวลา 15.42น จำนวน 200,000 บาท ไปยังบัญชีธนาคารUOB เลขที่บัญชี 308-370-0813 ชื่อบัญชี นางสาวนริศรา  

ส่วน ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2566 เวลา 15.50น จำนวน 1,755,213 บาท ไปยังบัญชีธนาคารUOB เลขที่บัญชี 308-373-3762 ชื่อ บัญชี นายกำชัย และครั้งที่ 3 ถูกโอนออกจากบัญชีธนาคารกสิกรไทย เลขที่บัญชี 908-209-7438 ชื่อบัญชี นางสาวสุชนิกา ผ่านแอปพลิเคชั่น LINE BK ไปยังบัญชี Prompt-pay หมายเลขโทรศัพท์ 083-614-5787 ชื่อบัญชี Mr. Sa-Ngiam Jehlee จำนวน 3 ครั้ง รวม เป็นเงินจำนวน 12,836บาท 

ซึ่งนางสาวสุชนิกา กล่าวต่อว่า ได้นำเรื่องดังกล่าวแจ้งทั้ง 2 ธนาคารให้ทำการอายัดบัญชีปลายทางไว้ทั้ง3บัญชี ทางธนาคารแจ้งว่าจะระงับไว้ชั่วคราว และให้หนังสืออายัดบัญชีจากตำรวจที่รับแจ้งความ ไปที่ธนาคารUOB โดยได้ทำตามขั้นตอนอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากในขณะนั้นกำลังแจ้งความและให้ปากคำอยู่ที่สน.โชคชัยเพื่อจะเร่งส่งเรื่องให้ทางสอท. เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแนะนำให้เพื่อนที่ไปด้วย รีบล่วงหน้านำเอกสารไปที่ UOB สาขาเซ็นทรัลเฟสติวัลอีสวิลล์ก่อน แต่ทางธนาคารแจ้งว่าไม่สามารถรับเรื่องได้เนื่องจากต้องการตัวเจ้าของบัญชีไปยืนยันเองเท่านั้น

ดังนั้นเพื่อนจึงได้โทรศัพท์มาแจ้งทันที ตำรวจจึงได้คุยกับเจ้าหน้าที่ธนาคารทางโทรศัพท์ว่าให้รีบอายัดก่อนแล้วจะรีบให้เจ้าของบัญชีไปเซ็นเอกสารภายหลัง แต่ทางUOB ยังไม่ยอม เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงดำเนินการต่อเอง โดยให้รีบเดินทางไปธนาคาร จึงทำให้การอายัดยิ่งล่าช้าออกไป และเมื่อทางสอท.ขอเส้นทางการเงิน UOBก็ไม่ให้ความร่วมมือ 

ขณะที่ในส่วนของบัญชีระบบธนาคารไทยพาณิชย์นั้น ได้มีการตั้งวงเงินการโอนไว้ที่วันละ 200,000 บาทเท่านั้น แต่คนร้ายได้ใช้ระบบรีโมทควบคุมโทรศัพท์จึงทำให้สามารถเห็นรหัสต่างๆ รวมถึงรหัส OTP. จากธนาคาร คนร้ายจึงสามารถเปลี่ยนวงเงินผ่านแอปพลิเคชั่น SCB EASYเอง และกดโอนเงินออกเองได้ในที่สุด ซึ่งเป็นจำนวนมากกว่าที่ตั้งวงเงินไว้ ซึ่งในส่วนของทางธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ทราบถึงกลยุทธ์ระบบรีโมทข้างต้นอยู่ก่อนแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถป้องกันไว้ได้

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นทางนางสาวสุชนิกา จึงได้เดินทางมาร้องเรียนให้ดำเนินการกับกลุ่มมิจฉาชีพและให้ธนาคารผู้มีส่วนเกี่ยวข้องพิจารณารับผิดชอบ ดำเนินการปิดช่องโหว่ต่างๆของธนาคาร รวมถึงเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินของคนร้ายและแจ้งความคืบหน้าเพื่อดำเนินคดีให้เร็วที่สุด