ศาลยุติธรรมกับการอบรมหลักสูตรพิเศษ
ดร.สุพิศ ปราณีตพลกรัง
การอบรมเกี่ยวกับหลักสูตรพิเศษของสถาบันต่าง ๆ ที่มีลักษณะของการเชื่อมโยงหรือประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ นั้นมีหลายสถาบัน เช่น เกี่ยวกับเรื่องทางการเมือง ความมั่นคง การเลือกตั้ง การป้องกันการทุจริต การเงิน ตลาดทุน เป็นต้น ในกรณีของศาลยุติธรรมก็เช่นเดียวกัน หลักสูตรที่เป็นการอบรมบุคลากรโดยเปิดโอกาสให้มีบุคคลภายนอกเข้ามาร่วมฝึกอบรมด้วยนั้น คือ หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง ซึ่งมีการดำเนินการมาทุกปี จนในปัจจุบันได้มีการดำเนินการมาถึงรุ่นที่ 26 แล้วนับว่าเป็นการผ่านช่วงระยะเวลายาวนานพอสมควรท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์หรือมีความเข้าใจไปในแง่มุมต่างๆ ซึ่งก็เป็นธรรมดาของการฝึกอบรมหลักสูตรพิเศษของหลายสถาบันที่มีอยู่ โดยในส่วนของฝ่ายนิติบัญญัตินั้นโดยเฉพาะคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องจะมีการจะมีการยกคำถามหลัก คือถามว่าอบรมแล้วประชาชนได้ประโยชน์อย่างไร นอกจากนี้สังคมส่วนรวมทั่วไปก็มีข้อคำถามเกี่ยวกับเรื่องของการเชื่อมโยงเครือข่ายหรือ Connection ซึ่งอาจจะมีการใช้เครือข่ายไปในทางที่ผิด อาจเกิดผลกระทบหรือความเสียหายติดตามมา โดยเฉพาะในกรณีของศาลยุติธรรมซึ่งมีภารกิจเกี่ยวกับการอำนวยความยุติธรรม มีหลักการที่ต้องดำรงสถานะความเป็นกลางและอำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง ไม่เกิดเป็นข้อสงสัยในเรื่องของความบริสุทธิ์ ยุติธรรม
การอบรมต่างๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วก็อาจจะเป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดปัญหาหรือข้อครหานินทาต่างๆ ติดตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการบริหารจัดการและการชี้แจงแสดงเหตุผลเพื่อตอบข้อคำถามต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยในส่วนของผลลัพธ์ที่เกิดแก่ประชาชนว่าประชาชนได้ประโยชน์อย่างไรนั้นเป็นเรื่องที่สามารถมองเห็นได้ เพราะเป็นเรื่องของการพัฒนาบุคลากรในส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมโดย เฉพาะในระดับของผู้บริหารซึ่งมีส่วนในการกำหนดนโยบายและดำเนินการหลักดันให้มีทางปฏิบัติไปให้เป็นไปตามนโยบายที่กำหนดไว้ การได้มีโอกาสเรียนรู้ร่วมกันมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจากหลายฝ่ายจะทำให้การบริหารจัดการในเรื่องของการอำนวยความยุติธรรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ซึ่งก็ย่อมเป็นเรื่องที่เป็นผลดีแก่ประชาชนและสังคมโดยส่วนรวม
ส่วนในเรื่องของข้อกังวลเกี่ยวกับการเชื่อมโยงเครือข่ายการรู้จักกันเป็นส่วนตัวอาจจะทำให้เกิดผลในทางที่เสียหายต่อการปฏิบัติหน้าที่นั้นก็เป็นเรื่องที่สามารถตรวจสอบและป้องกันปัญหาได้ โดยเฉพาะในเรื่องภารกิจการงานของศาลยุติธรรมนั้นเป็นเรื่องของคดีความ ระบบการพิจารณาและการดำเนินการต่างๆ เป็นไปโดยเปิดเผย มีการตรวจสอบได้จากสังคมส่วนรวมตามช่องทางต่าง ๆ อีกประการหนึ่ง ลักษณะของงานของศาลนั้นเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน บุคลากรในหน่วยงานได้รับการอบรมฝึกฝนให้มีความมั่นคงในจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ดังที่เคยมีการกล่าวเปรียบเปรยกันไว้ว่า “ขอกันได้เรื่องเหล้ายา แต่ไข่นกกระทาให้ไม่ได้” ดังนั้นโอกาสที่จะมีการแทรกแซงร้องขอหรือดำเนินการใดๆ เพื่อให้คดีความเป็นไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้องไม่เหมาะสมนั้นเป็นเรื่องที่กระทำได้ยาก
ในด้านของการพัฒนาเกี่ยวกับการฝึกอบรมในหลักสูตรดังกล่าวนี้ได้มีการพัฒนาปรับปรุงมาอย่างต่อเนื่องจนมาถึงรุ่นที่ 26 ซึ่งได้มีการกำหนดแนวทางปรับเปลี่ยนเพื่อให้เกิดความเหมาะสมในทุก ๆ ด้าน ในส่วนของการคัดเลือกบุคลากรที่จะเข้ามารับการอบรมนั้นจะมีการกำหนดแยกสายมาจากหลายส่วนโดยมีการแบ่งกลุ่ม โดยกลุ่มแรกมาจากกลุ่มที่เกี่ยวข้องโดยตรงเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มที่มีส่วนส่งเสริมสนับสนุนการอำนวยความยุติธรรมแม้ว่าจะไม่มีหน้าที่โดยตรงหรือเป็นหน้าที่หลักก็ตามส่วนในกลุ่มที่สาม เป็นกลุ่มภาคประชาสังคมหรือตัวแทนของประชาชนในการที่จะเข้ามามีส่วนร่วมรับรู้และเสนอปัญหาแลกเปลี่ยนประสบการณ์และผลักดันให้การอำนวยความยุติธรรมเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสมตรงกับตรงกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น จึงมีลักษณะของการประสานกันของหลายฝ่ายทำให้ปัญหาเกี่ยวกับข้อขัดแย้งต่างๆ ในสังคมได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องตรงจุด ดังนั้น จึงมีตัวอย่างที่พบเห็นจากผู้ที่เข้ารับการอบรมในลักษณะต่างๆ เช่น กรณีของเจ้าของธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทจากภาคเหนือที่นำเสนอเกี่ยวกับความสนใจในเรื่องของชาติพันธุ์ของคนต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ในขณะที่บุคลากรจากองค์กรเกี่ยวกับสิทธิต่างๆ ต้องการนำเสนอเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมและรอการแก้ไขในมิติของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ในขณะที่ภาคประชาสังคมก็มีการเสนอในเรื่องต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับประชาชนและข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม
ในการฝึกอบรมนั้นจะเน้นหลักการฝึกฝนในทางปฏิบัติ มีการนำเสนอปัญหา วิเคราะห์ปัญหามากกว่าที่จะเป็นไปตามวิธีการเดิมคือการรับฟังการบรรยายจากวิทยากรเป็นหลัก นอกจากนี้แล้วจะมีการลงไปสัมผัสปัญหาต่าง ๆ เพื่อเรียนรู้ปัญหาในทางปฏิบัติและนำมาสู่การพิจารณาหาทางแก้ไขโดยเฉพาะการนำไปสู่แนวทางที่จะถึงขั้นกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ของการอำนวยความยุติธรรมต่อไป
นอกจากนี้ แล้วผู้ที่เข้ารับการฝึกอบรมจะต้องมีการทำรายงานการวิจัยหรือนำเสนอบทความทางวิชาการซึ่งเป็นงานวิจัยส่วนบุคคลเพื่อที่จะทราบถึงปัญหาต่างๆ ในหัวข้อที่ตนเองให้ความสนใจในเชิงลึกอันจะเป็นการนำเสนอข้อมูลรายละเอียดต่างๆ หรือผลการศึกษาที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้ารับการอบรมและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง การฝึกอบรมหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูงรุ่นที่ 26 ภายใต้แนวคิดหลัก “การเข้าถึงกระบวนยุติธรรมอย่างเป็นธรรม” จึงเปรียบเสมือนบทพิสูจน์ข้อครหาต่าง ๆ หรือความเข้าใจที่ยังขาดเคลื่อนอยู่ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่จะต้องรอผลของหรือผลการดำเนินการต่อไป ซึ่งในระหว่างระยะเวลาการฝึกอบรมนานประมาณร่วมปีนั้นสังคมหรือประชาชนทั่วไปสามารถมีส่วนร่วมและสะท้อนปัญหาผ่านช่องทางต่างๆ ตลอดจนสามารถที่จะขอทราบข้อมูลต่างๆ ที่ยังเป็นข้อสงสัยเกี่ยวกับหลักสูตรดังกล่าวซึ่งจะทำให้สร้างความเข้าใจอันดีและสามารถผลักดันให้การฝึกอบรมบรรลุวัตถุประสงค์ต่างๆ ที่ตั้งไว้และและเกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมต่อไปอันจะเป็นการนำไปสู่คำตอบที่เป็นรูปธรรมที่ว่า ประชาชนและสังคมได้ประโยชน์อะไรจากการฝึกอบรมหลักสูตรพิเศษดังกล่าว