ศาลสั่งรวมคดีกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง RDN 50

อาชญากรรม14 ม.ค. 2562 • 09:06 น.
ศาลสั่งรวมคดีกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง RDN 50
ศาลสั่งรวมคดีกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง RDN 50 "จัดม็อบถ.ราชดำเนิน โจมตีประวิตร- กดดัน คสช.เลือกตั้ง เข้ากับคดี " รังสิมันต์ โรม" อัยการโจทก์แถลงมีพยานสืบ 13 ปาก ส่วนจำเลยมีพยานแก้ต่าง 14 ปาก ดีเดย์นัดสืบพยานโจทก์ปากแรก 1 ส.ค. จ่านิวลั่น หาก 18 ม.ค.นี้รัฐบาลไม่ประกาศวันเลือกตั้งชัดเจน จะชุมนุมใหญ่อนุสาวรีย์ ปชต.อัดยับ “บิ๊กแดง” ไม่ใช่ลูกผู้ชาย วันที่ 14ม ค 62 ที่ห้องพิจารณา 903 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดพร้อมเพื่อตรวจหลักฐานและกำหนดวันนัดสืบพยาน คดีชุมนุมกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง รวม 2 คดี คือ คดีหมายเลขดำ อ.1197 /2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ฟ้อง นายรังสิมันต์ โรม อายุ 25 ปี นักศึกษาม.ธรรมศาสตร์ แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 และยุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 กรณีจัดชุมนุมเรียกร้องการเลือกตั้งที่ ถ.ราชดำเนิน เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2561 และ คดีหมายเลขดำ อ.2893/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ฟ้อง นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว อายุ 25 ปี อดีตนักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ ,นายกาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์ อายุ 25 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 วิทยาลัยนวัตกรรม ม.ธรรมศาสตร์, นายอานนท์ นำภา อายุ 33 ปี อาชีพทนายความ , น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือโบว์ อายุ 39 ปี วิทยากรอิสระ นอกจากนี้ยังมี นายสุกฤษฎ์ เพียรสุวรรณ อายุ 24 ปี นักกิจกรรม อดีตนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และน.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว อายุ 25 ปี แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ชุด RDN50 เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาหรือวิธีอื่นใดฯ เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนขึ้นในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และร่วมกันมั่วสุมชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คน ในที่สาธารณะ ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 กรณี เมื่อวันที่ 10 ก.พ.2561 ได้ร่วมกันจัดการชุมนุม “หยุดยื้ออำนาจ หยุดยื้อเลือกตั้ง: หมดเวลา คสช. ถึงเวลาประชาชน” กล่าวโจมตี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน ซึ่งจำเลยทั้งหมดได้รับการประกันตัว โดยในวันนี้อัยการโจทก์ และ จำเลยมาศาลตามนัด พร้อมทนายความ ทั้งนี้อัยการและทนายจำเลยคู่ความทั้งสองฝ่ายได้แถลงร่วมกัน ยืนยันว่าเหตุทั้งสองคดีเกิดขึ้นในวันเดียวกัน มีพยานหลักฐานชุดเดียวกัน หากรวมการพิจารณาเข้าด้วยกันจะเป็นการสะดวก ศาลพิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย จึงอนุญาตให้รวมพิจารณาทั้งสองคดีเข้าด้วยกัน โดยให้นายรังสิมันต์ โรม เป็นจำเลยที่ 1 ส่วนนายสิรวิชญ์ กับพวกรวม 6 คน ให้เป็นจำเลยที่ 2-7 ตามลำดับ อัยการโจทก์แถลงว่า จะส่งเอกสารในคดีนี้เป็นหลัก เนื่องจากเป็นพยานหลักฐานชุดเดียวกันทั้งหมด ไม่มีพยานเอกสารเพิ่มเติม ส่วนทนายจำเลยทั้ง 7 คน อ้างพยานหลักฐานร่วมกันเป็น 6 ฉบับ แผ่นวีซีดี 1 แผ่น โดยจำเลยทั้ง 7 คน แถลงแนวทางต่อสู้คดีร่วมกันว่า พวกจำเลยได้แสดงความคิดเห็น ติชมการบริหารประเทศของรัฐบาลโดยสุจริต ไม่มีเจตนาปลุกปั่น ยุยงให้เกิดความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนตามที่โจทก์ฟ้อง อัยการโจทก์แถลงว่า มีพยานบุคคลรวม 13 ปาก โดยเป็นพยานปากสำคัญ 3 ปาก โดยพยานที่เหลืออีก 10 ปาก ใช้เวลาสืบพยาน จำนวน 5 นัด ขณะที่ทนายจำเลยทั้ง 7 คน แถลงร่วมกันว่า นำสืบ 14 ปาก ใช้เวลาสืบพยาน 4 นัด ด้านนายสิรวิชญ์ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ศาลนัดมาเพื่อตรวจพยานหลักฐานคดีการชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 10 ก.พ. 61 โดยก่อนหน้านี้ตนให้การปฏิเสธว่าการชุมนุมครั้งนั้นเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 19 ม.ค. นี้ ทางกลุ่มคนอยากเลือกตั้งพร้อมจะชุมนุมต่อและกำหนดเส้นตายให้รัฐบาลภายในวันที่ 18 ม.ค. ให้ประกาศ พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้ง อย่างช้าที่สุดควรจะอยู่ในห้วงวันที่ 10 มี.ค. จะเป็นกรอบที่อยู่ในระยะเวลา 50 วัน เป็นกรอบที่อยู่ในช่วง 150 วัน ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญได้บอกว่าการเลือกตั้งต้องแล้วเสร็จภายใน 150 วัน ซึ่งไม่ทราบว่าการตีความว่า แค่ลงคะแนนเสียงเสร็จ หรือต้องประกาศผลจนเปิดประชุมสภาฯ เมื่อถามว่าล่าสุด พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งนั้น นายสิรวิชญ์ กล่าวว่า ผบ.ทบ.พูดจาแบบนี้ไม่ได้ ไม่เป็นลูกผู้ชายพอ เป็นทหารอย่ามาโจมตีประชาชนแบบลับหลังแบบนี้ ทางกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง พยายามชุมนุมไม่ให้กระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพของคนอื่นอยู่แล้ว การจัดการชุมนุมก็เป็นเพียงระยะสั้น น.ส.ณัฏฐา หรือโบว์ กล่าวว่า ช่วงเสาร์-อาทิตย์ ที่ผ่านมา ทางรัฐบาลได้กล่าวโจมตีกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง และยังถูกกลั่นแกล้งเรื่องระดับเสียงของเครื่องเสียงด้วย ซึ่งเป็นเหมือนกลไกที่พยายามดิสเครดิตทุกวิถีทาง ซึ่งทางกลุ่มพยายามสื่อสารเหตุผลของการไม่เลื่อนเลือกตั้งทุกวิถีทางคืออะไร ทาง คสช. ก็พยายามจะโยงไปเรื่องอื่นตลอดเวลา จึงฝากให้ทุกคนจับตาดูว่าการเลื่อนเลือกตั้งจนอาจทำให้ผลการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ใครจะได้ประโยชน์ อย่างไรก็ตามทางกลุ่มฯมีข้อเรียกร้องให้ทางรัฐบาลเร่งประกาศพ ร.ฎ.วันเลือกตั้งภายในวันที่ 18 ม.ค.นี้ หากไม่มีความชัดเจนวันที่ 19 ม.ค. ทางกลุ่มฯก็จะออกมาชุมนุมกันต่อ แต่ยืนยันว่าจะชุมนุมอย่างสันติวิธี และสถานที่ก็เป็นบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลุมพินี เชิญตัวตนไปพูดคุยเรื่องความดังของเครื่องขยายเสียงเนื่องจากดังถึง 120 เดซิเบล ซึ่งปกติกำหนดไว้ 115 เดซิเบลนั้น เนื่องจากตนได้นำหลักฐานเป็นคลิปวีดีโอที่เครื่องวัดระดับเสียง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงให้ถ่ายข้อมูลจากเครื่องอัดเสียงมาก่อน เพื่อจะได้ดูว่าช่วงที่เสียงดังเป็นช่วงใด และแหล่งกำเนิดเสียงมาจากอะไร เพราะช่วงปราศรัยเสียงจะดัง 80-90 เดซิเบล เท่านั้นแต่เจ้าหน้าที่อ้างว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งที่ดังเกินไป ทั้งนี้ในระหว่างการชุมนุมมีการใช้เครื่องเสียงของเจ้าหน้าที่ และเสียงไซเรนรถพยาบาล ทางเจ้าหน้าที่ก็ให้ความเป็นธรรมว่า เอาข้อมูลมาตรวจดูกันก่อน เลยยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา โดยเครื่องขยายเสียง ยังถูกอายัดไว้ หากภายในสัปดาห์นี้ ยังไม่ได้คืนแล้วถ้าวันเสาร์ที่ 19 ม.ค.จะต้องนัดชุมนุมกันอีกตามที่ได้ประกาศไว้ว่า จะรอดูการประกาศพ.ร.ฎ.วันเลือกตั้ง ภายในวันที่ 18 ม.ค.นี้ ก็คงต้องหาเช่าเครื่องขยายเสียงใหม่ ถามว่า กรณีที่รัฐบาลออกมาวิพากษ์วิจารณ์การชุมนุมว่าทำให้เกิดความวุ่นวาย น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า การชุมนุมโดยสันติวิธี ตามสิทธิเสรีภาพ และสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ลองนึกภาพบ้านเมืองที่ไม่มีการชุมนุม เราจะเกิดทรราชย์ที่ใช้อำนาจได้อย่างตามอำเภอใจ โดยเฉพาะสภาที่ไม่มีฝ่ายค้านและสื่อมวลชนไม่มีเสรีภาพ การชุมนุมเป็นช่องทางในการสื่อสารที่จำเป็น เรามาชุมนุมปราศจากอาวุธ ไม่มีการยุยงปลุกปั่น ตอนนี้ทางรัฐบาลพยายามทำให้สังคมเห็นว่าการชุมนุมเป็นเรื่องผิดปกติ ทั้งที่เป็นสิทธิ์ขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิไตย ถ้าสังคมตั้งหลักตรงนี้ไม่ได้เราก็จะเกิดการปิดปากกันเองด้วยการบอกว่าการชุมนุมเป็นสิ่งเลวร้าย เมื่อนั้นรัฐบาลเผด็จการสามารถทำทุกอย่างได้ตามอำเภอใจ