ตร.รวบสื่อ ตปท. ถอนวีซ่า!
"สมาคมสื่อ"จี้สำนักข่าวต่างประเทศชื่อดังแจงละเมิดจริยธรรมรายงานข่าว"กราดยิงศูนย์เด็กเล็ก" ด้าน"นายกอบต."แจ้งความดำเนินคดีทีมข่าวหลังบุกรุกที่เกิดเหตุ ทั้งที่แจ้งเตือนแล้วแต่ไม่ฟัง ขณะที่ตำรวจรวบทีมข่าวตปท.พร้อมถอนวีซ่า"นักข่าว" ก่อนเตรียมผลักดันออกนอกประเทศ จากกรณี ส.ต.อ.ปัญญาอดีตตำรวจสภ.นาวัง จ.หนองบัวลำภู บุกเข้าไปใช้ปืนยิงและมีดทำร้ายเด็กและผู้ใหญ่ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.อุทัยสวรรค์ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ขณะเดียวกันปรากฏภาพผู้สื่อข่าวและช่างภาพข่าวของสำนักข่าวต่างชาติแห่งหนึ่ง ฝ่าฝืนแนวกั้นเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุนั้น
เมื่อวันที่ 8 ต.ค.65 นายธีรนัย จารุวัสตร์ อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ฝ่ายสิทธิเสรีภาพฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับกรณีทีมข่าวของสำนักข่าว CNN ได้รุกล้ำเข้าไปในบริเวณเขตหวงห้ามของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลอุทัยสวรรค์ จ.หนองบัวลำภู เพื่อทำการบันทึกภาพข่าวและเผยแพร่ออกอากาศ ทั้งที่บริเวณดังกล่าวเป็นจุดเกิดเหตุที่เจ้าหน้าที่ได้กั้นพื้นที่และห้ามสื่อมวลชนอื่นๆ เข้าไปด้านใน หรือที่เรียกว่า crime scene
ถึงแม้ทีมข่าวของ CNN จะระบุในคลิปที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ว่า การเข้าจุดเกิดเหตุ "ได้รับอนุญาตแล้ว" แต่มีรายงานข่าวจำนวนหนึ่งระบุว่าเจ้าหน้าที่ในพื้นที่มิได้อนุญาตให้ CNN หรือบุคคลภายนอกเข้าไปในจุดเกิดเหตุแต่อย่างใด ฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวฯ จึงปรึกษาหารือกัน พร้อมสรุปเป็นความเห็นและข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้ 1.การปฏิบัติงานและนำเสนอข่าวของทีมข่าว CNN มีลักษณะที่ละเมิดหลักจริยธรรม ขาดการคำนึงถึงความเหมาะสม และสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะทำให้เกิดการเลียนแบบจากสื่ออื่นๆ
จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กฯอุทัยสวรรค์ ยังมีสถานะเป็นจุดเกิดเหตุอาชญากรรม มีการกั้นพื้นที่บริเวณโดยรอบอย่างชัดเจน การที่ทีมข่าว CNN เข้าพื้นที่ไปทำข่าวชิ้นดังกล่าว จึงเป็นการรุกล้ำเข้าจุดเกิดเหตุอาชญากรรม ซึ่งต่อให้ได้รับอนุญาตเข้าพื้นที่จริงตามที่ CNN กล่าวอ้าง ทีมข่าวก็ควรใช้วิจารณญาณว่าการเหยียบย่ำเข้าไปในจุดเกิดเหตุอาชญากรรมครั้งสำคัญเช่นนี้ พร้อมนำเอาอุปกรณ์ต่างๆเข้าไปถ่ายทำข่าวจากพื้นที่ ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ การเสนอข่าวของทีมข่าว CNN มีภาพและคลิปที่มีลักษณะอุจาดหวาดเสียว โดยไม่มีเหตุผลด้านประโยชน์สาธารณะอย่างชัดเจน อีกทั้งยังอาจสร้างความกระทบกระเทือนใจให้ผู้ชม โดยเฉพาะครอบครัวหรือผู้ใกล้ชิดของผู้สูญเสียในเหตุการณ์
อนึ่ง การกระทำของทีมข่าว CNN ยังเสี่ยงที่จะสร้างมาตรฐานที่อันตรายต่อจริยธรรมของบรรดาสื่อมวลชนอื่นๆ ที่ปักหลักทำข่าวอยู่ด้วย เนื่องจากผู้บริหารหรือบรรณาธิการของสำนักข่าวทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เมื่อเห็นการเข้าพื้นที่ของ CNN ก็อาจจะมีคำสั่งหรือกดดันให้ทีมข่าวของตนเองหาทางเอาภาพข่าวหรือเข้าพื้นที่ในลักษณะคล้ายกัน กลายเป็นการเพิ่มโอกาสที่จะมีกรณีนักข่าวหรือช่างภาพละเมิดสิทธิ์หรือรุกล้ำพื้นที่ต้องห้าม เพื่อแข่งขันกันสร้างผลงาน
2.ทั้งต้นสังกัด CNN และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในพื้นที่เกิดเหตุ ต้องเร่งสอบสวนกรณีที่เกิดขึ้น และชี้แจงข้อเท็จจริงให้สาธารณชนได้รับทราบอย่างเร่งด่วน เพื่อให้เป็นที่กระจ่างว่า มีการให้อนุญาต CNN เข้าพื้นที่จริงหรือไม่ หากมีการให้อนุญาตจริง ต้องมีคำตอบว่าใครเป็นผู้อนุญาต และให้อนุญาตด้วยเหตุผลอันใด แต่ถ้าหากไม่มีการอนุญาตจริงตามที่ CNN อ้าง ทางต้นสังกัด CNN ต้องชี้แจงว่าจะแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมไทยอย่างไร ขณะที่เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ก็ต้องตอบสังคมด้วยเช่นกันว่าเหตุใดจึงมีการปล่อยปละละเลยให้ทีมข่าวเข้าจุดเกิดเหตุโดยพลการ และจะมีการดำเนินการทางกฎหมายในกรณีนี้หรือไม่ อย่างไร
3.ขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนทุกสำนัก นำเอากรณีนี้มาเป็นอุทาหรณ์และถอดบทเรียนร่วมกัน ไม่เลียนแบบหรือแข่งขันกันให้ได้มาซึ่งข่าวหรือภาพในลักษณะคล้ายกัน ท้ายสุดนี้ ฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวฯ ขอชื่นชมที่สื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศส่วนใหญ่ ปฏิบัติหน้าที่และรายงานข่าวเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น ได้อย่างเหมาะสมและเป็นไปตามหลักจริยธรรมวิชาชีพสื่อ พร้อมกับเป็นกำลังใจให้สื่อมวลชนที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว รักษามาตรฐานการทำงานของตนสืบไป สำหรับกรณีส่วนน้อยที่การนำเสนอข่าวมีปัญหาเชิงจริยธรรมและได้ขออภัยไว้แล้ว ก็ขอเป็นกำลังใจให้แก้ไขปรับปรุงการทำงานและพิสูจน์ตนเองกับสังคมเช่นกัน
วันเดียวกัน นายดนัยโชค บุญโสม นายกอบต.อุทัยสวรรค์ อ.นากลาง เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย และพนักงานสอบสวน โดยแจ้งความเอาผิดกับนักข่าว ข้อหาบุกรุก เพราะในจุดเกิดเหตุยังเข้าไปไม่ได้ โดยยืนยันกับตำรวจไม่เคยพบกับนักข่าวที่เข้าไปภายในด้วย
เมื่อถามว่า มีเจ้าหน้าที่อนุญาตให้เข้าไปหรือไม่ นายดนัยโชค กล่าวว่า ไม่รู้และไม่ได้อนุญาตให้นักข่าวเข้าไป โดยไม่รู้ด้วยว่าเจ้าหน้าที่คนอื่นให้เข้าไปหรือไม่ด้วย เรื่องนี้ต้องเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน โดยตนต้องขอตัวก่อน เพื่อไปเตรียมต้อนรับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ที่จะเดินทางมาในช่วงเย็นวันเดียวกันนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานล่าสุด ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นากลาง ได้เข้าควบคุมตัวทีมข่าว CNN นักข่าว และช่างภาพ ก่อนนำไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(ตม.)หนองบัวลำภู เพื่อทำการเพิกถอนวีซ่า จากนั้นได้พาไปสอบปากคำที่สภ.นากลาง โดยมี พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รอสอบปาก และให้ผลักดันออกนอกประเทศไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้า แม่ของส.ต.อ.ปัญญาอดีตตำรวจคลั่ง ได้เดินทางมายังวัดซึ่งตั้งอยู่ในอ.เมือง จ.อุดรธานี เพื่อเก็บเถ้ากระดูกภายหลังจากทำพิธีฌาปนกิจเมื่อวานนี้ โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า และจากการสอบถามแม่ของส.ต.อ.ปัญญาว่าจะดำเนินการเกี่ยวกับกระดูกของลูกอย่างไร แม่ปฏิเสธที่จะตอบคำถามของสื่อมวลชน ส่วนญาติๆบางคนก็ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเก็บภาพเนื่องจากเกรงกลัวในความปลอดภัยของชีวิต สำหรับเถ้ากระดูกของ ส.ต.อ.ปัญญาฯ ญาติยังไม่นำไปลอยอังคารทันที แต่จะได้นำกระดูกเก็บไว้ที่วัดแห่งนี้ก่อนเพื่อรอทำบุญ
ด้าน นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เผยผลสำรวจ เรื่อง หยุดเหตุรุนแรงในสังคมไทย กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 1,125 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 7 8 ต.ค.65 ที่ผ่านมา โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนจากการกำหนดขนาดตัวอย่างบวกลบร้อยละ 3 ในช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.0 สลดใจ หดหู่ใจ กับข่าวเหตุรุนแรงและการสูญเสียในจังหวัด หนองบัวลำภู ในขณะที่ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 91.5 กลัวจะมีการลอกเลียนแบบเกิดซ้ำ
ที่น่าพิจารณาคือ ความต้องการของประชาชน ด้าน งานตำรวจ หยุดเหตุรุนแรงในสังคมไทย พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.3 ต้องการให้ปฏิรูปงานตำรวจ จะช่วยหยุดเหตุรุนแรงและดีต่อสังคมไทยแท้จริง ยั่งยืน รองลงมาคือ ต้องการให้ บังคับใช้กฎหมายเข้มงวด คุมอาวุธปืน การตั้งด่าน ป้องกันเหตุ ร้อยละ 54.6 และต้องการให้มี ตำรวจชุมชน เกิดขึ้นในระบบงานตำรวจ ที่มากกว่า ตำรวจชุมชนสัมพันธ์ กำกับคุณภาพงานตำรวจ โดยตำรวจอำเภอ จังหวัด ภาคและระดับประเทศ ร้อยละ 51.5
ที่น่าสนใจคือ เกินครึ่ง หรือร้อยละ 51.3 ต้องการให้หยุด คุกคาม บูลลี่ ผู้อื่น สร้างความเกลียดแค้นฝังใจ ต้นตอ ขยายผลความรุนแรง ในชุมชน ร้อยละ 50.9 ต้องการให้หน่วยงานรัฐออกเยี่ยมเยียน มีระบบเกาะติด เน้นป้องกัน และระงับเหตุ สถานที่ เปราะบาง เช่น โรงเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก โรงพยาบาล วัด ที่ดูแลรักษาความปลอดภัยของตนเองไม่ได้ และร้อยละ 43.1 ต้องการให้ ร่วมแรง ร่วมใจ สวดมนต์ ภาวนาจิต เป็น กำลังใจ ดูแลเยียวยาจิตใจของ ประชาชนจังหวัด หนองบัวลำภู ให้มีพลัง ใช้ชีวิต ปกติสุข โดยเร็ว
สำหรับผลโพลชิ้นนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ประชาชนคนไทยทั้งประเทศรู้สึก สลด หดหู่ใจ ต่อเหตุการณ์รุนแรงและการสูญเสียที่เกิดขึ้นในจังหวัดหนองบัวลำภู และ กลัวจะเกิดการลอกเลียนแบบซ้ำในที่อื่นๆ โดยประชาชนที่ถูกศึกษาครั้งนี้ยังได้ระบุถึงความต้องการในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านงานตำรวจ ด้านสื่อ โซเชียลมีเดีย และด้านสังคมทั่วไป และพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้มีการปฏิรูปงานตำรวจ มากกว่า การทำสงครามยาเสพติด เพราะประชาชนมองว่าการปฏิรูปงานตำรวจจะดีต่อสังคมไทยได้แท้จริงยั่งยืนกว่า การทำสงครามยาเสพติดที่หยุดยั้งได้ระยะสั้นเดี๋ยวกลับมาแพร่ระบาดอีกและยังมีความเสี่ยงเกิดการสูญเสียในทางลบต่อกระบวนการยุติธรรมและชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์อื่น ๆ ด้วย จึงเสนอให้ ฝ่ายการเมือง ชูนโยบาย ปฏิรูปงานตำรวจ ขึ้นเป็นอันดับต้น ๆ ในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยโดยรวมให้ดีขึ้น แม้ว่า นโยบายเด่นด้านเศรษฐกิจ แก้ปัญหาปากท้องจะเป็นเรื่องใกล้ตัวประชาชนมากกว่าก็ตาม
ในผลโพลนี้ ยังพบด้วยว่า ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้หยุดใช้สื่อ และ โซเชียลมีเดียหาผลประโยชน์ทางการเมืองและธุรกิจสร้างความขัดแย้งวุ่นวาย ซ้ำเติมความเศร้าสลดใจของสังคมไทย โดยต้องการให้ทุกฝ่ายหาทางป้องกันการคุกคาม บูลลี่ผู้อื่น ที่อาจเป็นต้นตอของความรุนแรงบานปลายในชุมชนและสังคมระดับกว้างได้ และสุดท้ายการมีจิตตั้งมั่นของคนไทยทั้งประเทศร่วมเป็นพลังกำลังใจและเยียวยาความเศร้าสลดใจของประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู ให้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติสุขต่อไปได้