เปิดไทน์ไลน์ “ม็อบราษฎร” ปะทะเดือดตำรวจ “ปาบึ้ม-ยิงแก๊สน้ำตา” แตกกระเจิง!
ท่ามกลางสถานการณ์ไวรัสโควิด-19ระบาด “ม็อบราษฎร”ก็ไม่เกรงกลัว กลับมาจัดการชุมนุมใหญ่อีกครั้งพร้อมยึดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นฐานบัญชาการ ก่อนเกิดการปะทะเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างดุเดือด โดย “สยามรัฐ ออนไลน์” ได้ประมวลเหตุการณ์และวินาทีเหตุการณ์ชุลมุนอย่างละเอียดดังนี้
เมื่อเวลา 15.00 น.ที่หน้าร้านแมคโดนัลด์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลุ่มราษฎรนัดแนวร่วมชุมนุมใหญ่ครั้งที่ 2 ภายใต้สโลแกน“นับ 1 ถึงล้านคืนอำนาจให้ประชาชน” เพื่อกดดันให้ปล่อยตัว 4 แกนนำม็อบราษฎรที่ถูกคุมขัง ในเรือนจำ โดยมีกลุ่มการ์ด และมวลชน ได้ทยอยเดินทาง เข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมนำรถบรรทุก 6 ล้อขนเครื่องปั่นไฟ ดัดแปลงเป็นรถเวทีปราศรัยเคลื่อนที่
ต่อมา 15.25 น. พ.ต.อ.ทศพล อำไพพิพัฒน์กุล ผกก.สน.สำราญราษฎร์ ประกาศให้ผู้ชุมนุมยุติการชุมนุมท่ามกลางเสียงโห่ไล่ของมวลชน พร้อมด่าทอ เคาะหม้อกระทะ สาดน้ำใส่ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องถอนกำลัง จากนั้นได้นำผ้าดิบสีแดงผืนใหญ่ปูลงบนถนนราชดำเนินกลาง และเขียนข้อความ จะไม่มีการถอยเด็ดขาด
ต่อมาเวลา 17.28 น. นายภาณุพงศ์ นำมวลชนยืนต่อแถวรื้อต้นไม้ออกจากฐานอนุสาวรีย์ฯ พร้อมระบุ รัฐวางต้นไม้ปิดกั้นพื้นที่ เหมือนเหยียบย่ำเสรีภาพประชาชน และทำลายประชาธิปไตย ก่อนนำต้นไม้บางส่วน มาวางเรียงเป็นตัว เลข 112 บนถนนและบนฐานอนุสาวรีย์ฯ จากนั้นนายอรรถพล บัวพัฒน์ หรือครูใหญ่ ได้ขึ้นเวทีปราศรัยขีดเส้นตาย 7 วัน ถ้าไม่ปล่อยตัวและให้ประกันแกนนำที่ถูกจับกุมจะเจอราษฎรทั้งประเทศออกมากดดัน
ต่อมาเวลา 18.30 น. นายอรรถพล ได้ประกาศให้กลุ่มมวลชนเตรียมตัวเคลื่อนขบวน จากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปยังศาลหลักเมือง
ต่อมาเวลา 18.40 น. มวลชนได้เคลื่อนขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมุ่งหน้าไปที่ศาลหลักเมือง โดยการ์ดม็อบราษฎรทั้งผู้หญิง ผู้ชาย ต่างถือโล่ทำจากไม้ เดินแถวนำหน้า น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง และนายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ เดินเท้านำมวลชน ตามด้วยรถกระจายเสียง เมื่อขบวนเคลื่อนมาถึงเชิงสะพานผ่านพิภพลีลาศเจอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตั้งแผงรั้วเหล็กยืนสกัด และประกาศไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าพื้นที่แต่การ์ดแถวหน้ากรูเข้าปะทะแนวรับของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ยืนรักษาการอยู่แตกฮือ จากนั้นการ์ดม็อบราษฎร ได้ตัดรั้วลวดหนาม ที่ล้อมสนามหลวงออก เพื่อเปิดทางให้มวลชนเข้าไปชุมนุม เนื่องจากหน้าศาลหลักเมืองมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชน (อคฝ.)ตั้งแถวสกัดอยู่ และตะโกนเรียกมวลชนที่เดินเข้าแนวตั้งรับเจ้าหน้าที่ ตำรวจ อคฝ.ให้ถอยกลับมาตั้งหลัก
จากนั้นเวลา 19.20 น. การ์ดม็อบราษฎร ได้บุกฮือเข้าประชิดแนวรั้วลวดหนาม บริเวณ และพยายามรื้อลวดหนามและฝ่าแนวกั้นรั้วเหล็กของเจ้าหน้าที่เข้าไป ทั้งที่แกนนำและตำรวจพยายามตะโกนห้าม ระหว่างนั้นได้เกิดเสียงดังคล้ายระเบิดขึ้น 3-4 ครั้ง และมีการปาระเบิดคล้ายพลุควันลอยข้ามแนวรั้วเจ้าหน้าที่เข้าใส่ กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ อคฝ.เริ่มสวมหน้ากาก และเตรียมโล่และแก๊สน้ำตา ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมถอนร่นมายังพื้นที่ชุมนุม
ต่อมาเวลา 20.15 น. สถานการณ์เริ่มตึงเครียดอีกครั้ง โดยกลุ่มมวลชนราษฎร ได้บุกเข้าประชิดและสาดสีแดงใส่เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนอีกครั้ง จนเกิดเหตุชุลมุนวุ่นวาย
ต่อมาเวลา 20.30 น. แกนนำ ได้ประกาศให้มวลชนถอนกำลังจากพื้นที่การชุมนุม หลังเจรจากับเจ้าหน้าที่โดยให้เหตุผลว่า จะให้เวลาเจ้าหน้าที่ 7 วันต้องให้ประกันตัว 4 แกนนำ มิฉะนั้นจะกลับมาชุมนุมใหม่อีกครั้ง แต่ปรากฏว่าการ์ดม็อบราษฎร ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น ยังไม่ยอมกลับ และปาวัตถุเสียงดังคล้ายระเบิ ดเข้าใกล้แนวเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนอีกครั้ง
จากนั้นเวลา 20.50 น. กลุ่มมวลชนราษฎรที่เป็นวัยรุ่น และไม่ยอมกลับ ได้พยายามปาวัตถุเสียงดังคล้ายระเบิดเข้าใส่แนวรับของเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนอย่างต่อเนื่อง จนเจ้าหน้าที่ ตำรวจต้องประกาศให้เวลา 30 นาที ให้ผู้ชุมนุมยุติการก่อเหตุ ไม่เช่นนั้น จะดำเนินการขั้นเด็ดขาด และเริ่มเรียกให้นักข่าวทั้งหมดมาอยู่หลังแนวรับของเจ้าหน้าที่ ท่ามกลางเสียงคล้ายระเบิดที่ยังคงดังอยู่อย่างต่อเนื่อง
ต่อมาเวลา 21.10 น. ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชน ได้ตั้งแถวเข้าสลายการชุมนุมของมวลชนราษฎร โดยยิงแก๊สน้ำตา ใส่ผู้ชุมนุม ทำให้กลุ่มมวลชนวัยรุ่นประมาณ300 คน วิ่งแตกฮือออกจากบริเวณถนนราชดำเนินนอก ไปยังบริเวณหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ และฝั่งเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า
ต่อมาเวลา 21.30 น. เหตุการณ์ได้สงบลง โดยกลุ่มผู้ชุมนุมที่ตกค้างต่างพากันแยกย้ายออกนอกพื้นที่จนหมด เจ้าหน้าที่หน่วยควบคุมฝูงชนเปิดแนวให้ผู้สื่อข่าวออกจากเขตป้องกัน โดยมี เจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าตรวจสอบพื้นที่ เพื่อความปลอดภัย อย่างไรก็ตามจากการปะทะกันในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ชุมนุมรวม 11 ราย ถูกส่งควบคุมตัวที่ ตชด.ภาค 1 จ.ปทุมธานี ส่วนเจ้าหน้าที่ ได้รับบาดเจ็บ 20นาย
ต่อมาเมื่อเวลา 23.00 น. ได้เกิดเหตุ ได้เกิดเหตุความวุ่นวายขึ้น ภายใน 7-11 สาขาถนนกะออม แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กทม.หลังมีมวลชน ซึ่งเลิกจากการชุมนุม เดินเท้ามา ถูกยิงบนถนนราชดำเนิน และพบว่ามือปืนได้หลบหนีเข้าไปใน 7-11ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมกว่า 100 คนปิดล้อมร้าน7-11 และพยายามบุกเข้าไปด้านใน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ รีบเข้าระงับเหตุไว้ก่อนทำการจับกุมคนร้าย ได้ 1 คน พร้อมอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ โดยระหว่างนำคนร้ายขึ้นรถควบคุมตัวมุ่งหน้าไป สน.นางเลิ้ง ได้เกิดเหตุการณ์ชุลมุนขึ้นอีกครั้ง เมื่อการ์ดอาชีวะและมวลชนทั้งหมด ได้พยายามเข้ารุมประชาทัณฑ์คนร้าย และขว้างปาข้าวของ และบุกเข้ามาในรั้ว จนตำรวจต้องยิงปืนขู่ พร้อมประสานกำลังกองร้อยควบคุมฝูงชน (คฝ.) 1 กองร้อยมาเตรียมการระงับเหตุที่บริเวณถนนราชดำเนินนอก
เหตุการณ์จึงคลี่คลาย ทำให้มวลชนและกลุ่มการ์ดอาชีวะอาสาสมัครส่วนใหญ่พากันเดินทางกลับ
จากนั้นทางมวลชนและการ์ดอาสา ได้เดินมาถึงบริเวณแยกผ่านฟ้าและพบผู้ต้องสงสัยกลุ่มเดิม จำนวน 3 คน บนถนนนครสวรรค์ ทำให้เกิดการไล่ล่ากันขึ้น โดยผู้ต้องสงสัยทั้ง 3 คน ได้วิ่งหลบหนีเข้าไปใน 7-11 สาขาถนนกะออม และใช้ปืนยิงสวนใส่กลุ่มมวลชนและการ์ดอาสา ที่กำลังไล่ล่าออกมาอีก 1 นัด กระสุนถูก นายเมฆ อายุ 17 ปี นักเรียนอาชีวะอีกคน ที่มาทำหน้าที่ การ์ดอาสา เข้าที่หน้าท้องและเเขนอาการสาหัสถูกนำตัวส่ง รพ.กลาง ซึ่งระหว่างนั้นมีคนร้ายใช้ช่วงชุลมุนหลบหนีไปได้ 2 คน แต่สามารถล้อมจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 1 คน
ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ก.พ.64 กลุ่มจากราษฎร ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง ระบุว่า “จากกรณีที่ตำรวจใช้กำลังสลายการชุมนุม ณ บริเวณ หน้าศาลฎีกาและบริเวณใกล้ท้องสนามหลวง ในช่วงเวลาค่ำ ของวันที่ 13 ก.พ.โดยปรากฏการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน ซึ่งต่อมามีรายงานการใช้กำลังทำร้ายและเข้าจับกุมประชาชน และมีการใช้กำลังประทุษร้ายหน่วยแพทย์ในที่ชุมนุม กิจกรรมภายในเมื่อวานนี้ราษฎร ได้เริ่มต้นกิจกรรมโดยการระดมพลในบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในเวลา 15.00 น. และถัดมาได้มีการดำเนินกิจกรรมการรื้อกระถางต้นไม้ ในเวลา 17.30 น. โดยในเวลาต่อมาราษฎรได้มีการเดินขบวนในเวลา 18.00 น. โดยได้ทำการเดินขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมาถึงที่บริเวณหน้าศาลฎีกาใกล้ท้องสนามหลวง ซึ่งในช่วงระยะเวลาดังกล่าวได้มีการปะทะระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ และได้ทำการยุติการชุมนุมตอนเวลา 20.00 น.
“ราษฎร ขอยืนยันในหลักการของปฏิบัติการไร้ความรุนแรง ซึ่งได้ประกาศ ณ ที่ชุมนุมว่า มวลชนสามารถตอบโต้หากมีการใช้ความรุนแรงจากภาครัฐได้ ซึ่งได้แก่วิธีการอื่นใดอันไม่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงในทางกายภาพต่อปัจเจกบุคคล ราษฎร ยืนยันในหลักการและแนวทางของปฏิบัติการไร้ความรุนแรง และยืนยันว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีสิทธิใช้ความรุนแรงกับผู้ที่ใช้เสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ และการจับกุมอย่างไม่เลือกหน้าเป็นการละเมิดทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศถึงที่สุดพวกเราขอยืนยันว่า พวกเราจะยังคงยืนหยัดที่จะสู้จนกว่าจะไม่มีประชาชนคนใดถูกจับโดยไม่เป็นธรรม พวกเราจะสู้ต่อไปจนกว่าประชาชนในประเทศนี้จะมีความเสมอภาคเป็นธรรม พวกเราจะสู้ต่อไปจนกว่าสถาบันพระมหากษัตริย์จะอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และประเทศมีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง”