กองปราบจับหนุ่มหลอกร่วมเปิดบ.รถเช่าผ่านเฟซหมายจับ8ใบ

อาชญากรรม12 ธ.ค. 2563 • 18:54 น.
กองปราบจับหนุ่มหลอกร่วมเปิดบ.รถเช่าผ่านเฟซหมายจับ8ใบ
เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.63 พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม ผบก.ป. พ.ต.อ.สรร มั่นเมืองรยา รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ ผกก.5 บก.ป. พ.ต.ท.อนุชา ศรีสำโรง รอง ผกก.5 บก.ป. พ.ต.ท.นิธิ ตรีสุวรรณ สว.กก.5 บก.ป. ร.ต.อ.ศุภเดช ธนชัยศิริ ร.ต.อ.วชิรเชษฐ์ อัครธีระพงศ์ รอง สว.กก.5 บก.ป. ร่วมกันจับกุมนายวีรยศ (สงวนนามสกุล) อายุ 32 ปี ตามหมายจับศาลอาญามีนบุรี ที่ จ.690/2563 วันที่ 15 ก.ย.63 ในข้อหาว่า โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ฉ้อโกงประชาชน ได้ที่ร้านของชำ หมู่ 4 ถ.หนองบัวชัยภูมิ ต.ซับสมอทอด อ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อเดือน มิ.ย.63 นายวีรยศ ผู้ต้องหา ได้เปิดบัญชีเฟซบุ๊กแล้วตั้งกลุ่มไลน์ ชื่อเทวดาพาทัวร์ โพสต์ข้อความเชิญชวนให้บุคคลทั่วไป เข้าร่วมทำธุรกิจทัวร์ โดยแจ้งว่าจะมีงานวิ่งรถรับจ้าง รับลูกค้าจำนวนมาก หากใครสนใจให้โอนเงินค่ามัดจำงานละ 1,500 หลังจากเสร็จงาน จะโอนค่าจ้างและเงินค่ามัดจำคืนให้ โดยในช่วงแรกผู้ต้องหาจะสร้างตัวละครเป็นลูกค้าของบริษัททัวร์ ให้ผู้เสียหายไปรับลูกค้าจากจุดหนึ่งไปส่งอีกจุดหนึ่ง เพื่อสร้างเครดิตให้กับผู้ต้องหาว่ามีลูกค้าจริง จนมีผู้เสียหายหลงเชื่อจำนวนมาก โอนเงินค่ามัดจำงาน วันละ 5-10 งาน/คน หรือ 7,500-25,000 บาท/คน แต่ปรากฎภายหลังว่าไม่มีงานตามที่แจ้งกลุ่มผู้เสียหายจึงได้ทวงเงินค่ามัดจำคืน แต่ถูกผู้ต้องหาบ่ายเบี่ยงและไม่ยอมจ่ายคืน ต่อมาผู้ต้องหาได้ออกอุบายใหม่ โดยใช้เฟซบุ๊กและกลุ่มไลน์ โพสต์เชิญชวนบุคคลทั่วไปให้เข้าร่วมธุรกิจรถเช่า โดยให้บุคคลทั่วไปนำรถยนต์ของตนเองมาให้ผู้ต้องหาเช่า ผู้ต้องหาจะนำไปปล่อยให้ลูกค้าเช่าต่ออีกทอดหนึ่ง โดยตกลงจ่ายค่าเช่าเป็นรายเดือนช่วง 1-2 เดือนแรก ผู้ต้องหาจะจ่ายค่าเช่าให้แก่ผู้เสียหายตรงตามเวลาที่กำหนด แต่ในระยะหลังจะจ่ายช้าและบ่ายเบี่ยง เมื่อผู้เสียหายทวงถาม ผู้ต้องหาก็ปิด เฟซ บุ๊ก และกลุ่มไลน์หนี ซึ่งหลังจากนั้นผู้ต้องหาได้นำรถยนต์ของผู้เสียหายไปประกาศขายเป็นรถยนต์มือสองตามเว็บไซต์ต่างๆ มูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ต้องหา ยังมีพฤติการณ์ให้บุคคลอื่น นำรถยนต์ของผู้เสียหายที่หลอกลวงมาได้นั้น ไปขายต่อในราคา 50,000 - 300,000 บาท โดยก่อนที่จะขายนั้น ผู้ต้องหาจะนำรถยนต์ไปติดเครื่องติดตามตัว GPS จากนั้นเมื่อผู้เสียหายซื้อรับรถไป ผู้ต้องหาจะตามไปที่รถยนต์ แล้วจะแอบอ้างว่า เป็นตำรวจ หรือทหาร มายึดรถยนต์คืนจากผู้ซื้อ โดยอ้างว่าเป็นรถยนต์หลุดจำนำ หรือเป็นรถยนต์หนีไฟแนนซ์ พร้อมกับเรียกรับเงินจำนวนหลายแสนบาท เป็นค่าดำเนินการเพื่อไม่ให้ถูกดำเนินคดีในการซื้อรถยนต์ผิดกฎหมาย อีกทั้งยังพบว่าผู้ต้องหายังหลบหนีหมายจับอีก 8 หมายจับ 1. หมายจับศาลจังหวัดสีคิ้ว ที่ 17/63 ในข้อหา ลักทรัพย์ ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ลักทรัพย์ โดยมีอาวุธหรือร่วมกระทำความผิดกันตั้งแต่สองคน 2.หมายจับศาลแขวงพัทยาที่ 117/63 ข้อหาว่า ยักยอก 3.หมายจับศาลอาญาพระโขนงที่ จ.331/63 ข้อหาว่า ร่วมกันยักยอกทรัพย์ 4 หมายจับศาลจังหวัดสมุทรสงครามที่ 35/63 ข้อหาว่า ลักทรัพย์โดยแต่งเครื่องแบบ ทหาร ตำรวจ มีปืน หรือยานพาหนะฯ 5.หมายจับศาลแขวงราชบุรีที่ 40/63 ข้อหาว่า ร่วมกันยักยอกทรัพย์ 6.หมายจับศาลอาญา ที่ 431/63 ข้อหาว่า ปลอมแปลงเอกสาร ไม่มีสิทธิที่จะสวมเครื่องแบบและประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงานและไม่มีสิทธิใช้ยศ ตำแหน่ง กระทำการเช่นนั้นเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิ 7.หมายจับศาลอาญา ที่ 910/63 ข้อหาว่า ปลอมเอกสารราชการ 8.หมายจับศาลแขวงพัทยา ที่ 99/63 ข้อหา ยักยอก กระทั่งเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมสืบทราบว่า ผู้ต้องหาได้ไปยึดรถคืนจากผู้ซื้อรถที่ หมู่ 4 หนองบัวชัยภูมิ ต.ซับสมอทอด อ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ จึงได้ตรวจสอบพบผู้ต้องหาจึงได้จับกุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวน สน.จรเข้น้อย ดำเนินคดีต่อไป จากการสอบถามผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา