โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ไล่ออก “ผศ.พ.ต.อ.ภีมพจน์” ปมรีด 3 ล้าน ชี้พฤติการณ์ร้ายแรง
โรงเรียนนายร้อยตำรวจแถลงสั่ง “ไล่ออก” ผศ.พ.ต.อ.ภีมพจน์ น้อมชอบพิทักษ์ ปมพฤติการณ์รีดเงิน 3 ล้านบาทและกระทำผิดวินัยร้ายแรง พร้อมเผยศาลพิพากษาคดีหมิ่นประมาท จำคุก 1 ปี 6 เดือน รอลงอาญา 3 ปี
วันที่ 2 ก.ย.69 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง การลงโทษไล่ออกจากราชการและสถานภาพของ ผศ.พ.ต.อ. ภีมพจน์ น้อมชอบพิทักษ์ โดยระบุว่า...
ตามที่ปรากฏข้อเท็จจริงกรณี ผศ.พ.ต.อ.ภีมพจน์ น้อมชอบพิทักษ์ อดีตข้าราชการตำรวจ ตำแหน่ง อาจารย์ (สบ ๔) กลุ่มงานคณาจารย์ คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและโรงเรียนนายร้อยตำรวจอย่างรุนแรงนั้น
โรงเรียนนายร้อยตำรวจขอชี้แจงข้อเท็จจริงถึงพฤติการณ์การกระทำความผิด การดำเนินการทางกฎหมาย และสถานภาพของอดีตข้าราชการตำรวจรายดังกล่าว ดังนี้
๑. พฤติการณ์การกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและการพ้นสภาพจากราชการโรงเรียนนายร้อยตำรวจได้ดำเนินการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงต่อ ผศ.พ.ต.อ.ภีมพจน์ น้อมชอบพิทักษ์ จากพฤติการณ์การกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระ ซึ่งนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายและลงโทษสถานหนัก ดังนี้
กรณีวินัยแรก การให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อองค์กรเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๗ ผู้ถูกกล่าวหาและภรรยามีพฤติการณ์ร่วมกันแต่งเรื่องแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง เพื่อแกล้งผู้เสียหายให้ต้องรับโทษ
ในความผิดฐานลักทรัพย์และบุกรุก การสอบสวนถึงที่สุดมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง และปรากฎอีกว่า ผู้ถูกกล่าวหาและภรรยาร่วมให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ "โหนกระแส" เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๗ กล่าวร้ายผู้เสียหายว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับผู้ถูกกล่าวหา การที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นข้าราชการตำรวจให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่าตนมีพฤติกรรมชู้สาวกับหญิงอื่นที่มีสามี เป็นการกระทำผิดวินัยตำรวจอย่างร้ายแรงโรงเรียน
นายร้อยตำรวจ จึงมีคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนฯ ที่ ๕๙๑/๒๕๖๗ ลงวันที่๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๗ การสอบสวนเสร็จสิ้นพิจารณาได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง แต่เคยทำประโยชน์ต่อราชการมาก่อน จึงมี คำสั่งโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ที่๔๑๕/๒๕๖๙ ลงวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๙ ลงโทษ "ปลดออก" จากราชการ
กรณีวินัยที่ ๒: พฤติการณ์การรีดเอาทรัพย์และการถูกดำเนินคดีอาญา จากพฤติการณ์ที่ผู้ถูกกล่าวหาและภรรยาร้องทุกข์กลั่นแกล้งผู้เสียหายว่า ลักทรัพย์และบุกรุก ผู้เสียหายต้องปกป้องสิทธิของตนด้วยการไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสน.พระโขนง ให้ดำเนินคดีกับ ผู้ถูกกล่าวหาและภรรยา ในความผิดฐานร่วมกัมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จฯ จนศาลอาญากรุงเทพใต้อนุมัติหมายจับ ผู้ถูกกล่าวหาและภรรยา โรงเรียนายร้อยตำรวจจึงมีคำสั่ง ที่ ๖๘๓/๒๕๖๖๗ ลงวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๖๗ แต่งตั้งกรรมการสอบสวนฯ ขึ้น
จากการสอบสวนมีหลักฐานชี้ชัดว่า ผู้ถูกกล่าวหาและภรรยา มีมูลเหตุจงใจกระทำการต่าง ๆ ดังกล่าว เพื่อเรียกรับเงินจำนวน ๓ ล้านบาท แลกกับการไม่เปิดเผยคลิปวิดีโอความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างผู้ถูกกล่าวหากับผู้เสียหาย พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อศีลธรรมอันดี เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานกระทำการอันได้เชื่อว่า เป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงด้วยพฤติการณ์ความผิดที่ประจักษ์ชัด ประกอบสภาพความร้ายแรงแห่งการกระทำ มูลเหตุจูงใจเกี่ยวกับเรื่องเงิน เป็นเหตุให้ไม่สามารถหยิบยกเอาการทำคุณประโยชน์ให้กับราชการมาลดหย่อนผ่อนโทษได้ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ จึงได้มีคำสั่งโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ที่ ๔๖๒/๒๕๒๕๖๙ ลงวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๙ สั่งลงโทษขั้นสูงสุดให้ "ไล่ออก" จากราชการ อันส่งผลให้อดีตข้าราชการตำรวจรายนี้ พ้นสภาพจากความเป็นข้าราชการตำรวจโดยสมบูรณ์ และให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๙ เป็นต้นต้นไป
๒. พฤติการณ์คุกคาม ข่มขู่ และหมิ่นประมาทก่อนหน้าที่จะมีคำสั่งทางวินัย ผศ.พ.ต.อ. ภีมพจน์ น้อมชอบพิทักษ์ ได้ให้ น.ส.ธณัฏฐา ยอดเยี่ยม(หรือ นิชานันท์ น้อมชอบพิทักษ์) ภรรยา มาพูดจาข่มขู่และกดดันผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ
เพื่อหวังให้ตนเองไม่มีความผิด และภายหลังจากที่มีการดำเนินการทางวินัยแล้ว ปรากฎข้อเท็จจริงว่าอดีตข้าราชการตำรวจรายนี้และบุคคลใกล้ชิดได้มีพฤติการณ์กระทำการเพื่อหวังผลประวิงเวลา และกดดันกระบวนการยุติธรรมอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ดังนี้ การสร้างข่าวสารบิดเบือนเพื่อกดดันองค์กร: มีการใช้สือสังคมออนไลน์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก เช่น"กู้ศักดิ์ศรี
ให้ตำรวจ" และ "ข่าวตำรวจจNo.๑" ในการโพสต์ข้อความบิดเบือนและหมิ่นประมาทโจมตีผู้บังคับบัญชาอย่างต่อเนื่อง
การโพสต์ข้อความข่มขู่คุกคาม: เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๙ ภรรยาของผู้ถูกกล่าวหาได้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ "Juthanun Cham Planavat" โพสต์ข้อความข่มขู่หมายเอาชีวิตผู้อื่นอย่างชัดเจนว่า "มีคนจะเอาลูกตะกั่วให้พวกมึงแดก!!" ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความประพฤติชั่วร้ายแรงที่อาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและชีวิตของผู้อื่น
๓. ความคืบหน้าในการดำเนินคดีอาญานอกเหนือจากการกระทำผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงจนนำไปสู่คำสั่งไล่ออกจากราชการแล้วผศ.พ.ต.อ.ภีมพจน์ น้อมชอบพิทักษ์ และคู่สมรส ยังมีพฤติการณ์กระทำผิดกฎหมายอาญา ซึ่งเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและบางคดีปรากฏผลการพิจารณาคดีอย่างเด็ดขาดแล้ว ดังนี้กรณีการแจ้งความเพื่อกลั่นแกล้งผู้อื่น (คดีอาญาที่ ๑๔๕๗/๒๕๖๗ สน.พระโขนง)ผู้ถูกลงโทษและคู่สมรสได้ร่วมกันแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง ใน
ข้อหาลักทรัพย์และบุกรุก ซึ่งต่อมาพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการได้พิจารณาพยานหลักฐานแล้ว มีความเห็นตรงกันให้ "สั่งไม่ฟ้อง" อย่างเด็ดขาด เนื่องจากไม่มีการกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ส่งผลให้คดีอาญาดังกล่าวเป็นอันอันถึงที่สุดการถูกดำเนินคดีฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จฯ (คดีอาญาที่ ๑๔๙๗/๒๕๖๗ สน.พระโขนง) จากพฤติการณ์ในคดีข้างต้น ผู้เสียหายได้แจ้งความร้องทุกข์กลับ ส่งผลให้พนักงานสอบสวนสรุปสำนวน "สั่งฟ้อง" ผู้ถูกลงโทษและคู่สมรส และพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาล
อาญาแล้ว ในความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนเพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษคำพิพากษาศาลอาญาคดีหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา (คดีหมายเลขดำที่ อ.๓๕๖๖๖๑/๒๕๖๗) จากพฤติการณ์ที่ผู้ถูกลงโทษและคู่สมรสได้ร่วมกันไปให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ อันทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียชื่อเสียงนั้น เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๙ ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดจริง โดยศาลพิพากษาลงโทษจำคุกคนละ ๑ ปี ๖ เดือน และปรับคนละ ๑๕๐,๐๐๐ บาท (โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ๓ ปี) พร้อมทั้งมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสอง
ลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์ข่าวต่อเนื่อง เพื่อชุดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำดังกล่าว
๔. สิทธิประโยชน์และการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายผลจากคำสั่งลงโทษ "ไล่ออก" จากราชการ ทำให้อดีตข้าราชการตำรวจผู้นี้หมดสิทธิในการรับบำเหน็จบำนาญและสวัสดิการใดๆ จากทางราชการโดยสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม บุคคลผู้นี้ยังคงมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษต่อ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) ได้ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่ง หากประสงค์จะโต้แย้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ สามารถนำเรื่องยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดได้ภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งหรือรับทราบคำวินิจฉัยจาก ก.พ.ค.ตร. ตามกระบวนการยุติธรรมทางปกครองโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ขอยืนยันการบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเด็ดขาด หากพบข้าราชการตำรวจ
ในสังกัดกระทำการประพฤติชั่วและสร้างความเสื่อมเสีย สถาบันฯ จะดำเนินการลงโทษขั้นสูงสุดโดยไม่มีการละเว้น เพื่อธำรงไว้ซึ่งเกียรติยศขององค์กรและความเชื่อมั่นของประชาชนสืบไป
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ
๑ กันยายน ๒๕๖๙