“ดร.แก้ว” ยื่น ป.ป.ช. ตรวจบัญชีทรัพย์สิน-เส้นทางเงินคู่กรณี ปมโควตา ปปร.30
"ดร.แก้ว" บุก ป.ป.ช. ยื่นตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน-เส้นทางการเงินคู่กรณี ปมโควตาเรียน ปปร.30 ยันเดินหน้าตามกระบวนการยุติธรรม ไม่มุ่งทำลายใคร
วันที่ 31 ส.ค.69. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ หรือ "ดร.แก้ว" ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎร เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง บัญชีทรัพย์สิน และเส้นทางการเงินของคู่กรณี ซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูง พร้อมขอให้มีการเรียกคู่กรณีทั้งสองฝ่ายเข้าชี้แจง
สืบเนื่องจากกรณีข้อพิพาทเรื่องเงินจำนวน 5 แสนบาท เพื่อแลกกับโควตาเข้าศึกษาหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) รุ่นที่ 30 ของสถาบันพระปกเกล้า ระหว่าง ดร.ปรเมศร์ กับ นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งก่อนหน้านี้ ดร.แก้ว ได้เข้าร้องเรียนต่อ นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ หลังส่งมอบเงินผ่านตัวแทนตำรวจยศร้อยเอก แต่กลับไม่มีชื่อเข้าเรียนและไม่ได้รับการคืนเงิน จนกระทั่งมีการแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงไว้ที่ สภ.รัตนาธิเบศร์
ดร.ปรเมศร์ เปิดเผยว่า จากกรณีดังกล่าวที่มีข้อพิพาทและข้อโต้งแย้งในสังคมออนไลน์จำนวนมาก ทั้งข่าวจริงและไม่จริงจนสร้างความสับสน ตนยังคงเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย จึงเดินทางมายื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ ข้อพิพาทระหว่างตนกับคู่กรณี และการขอให้ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินรวมถึงที่มาที่ไปของทรัพย์สินของคู่กรณี เนื่องจากมีการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณชนว่าคู่กรณีมีทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก
ดร.ปรเมศร์ กล่าวยืนยันว่า ตนไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำลายล้างหรือชกใต้เข็มขัดใคร เพียงแต่ต้องการพิสูจน์ความจริงผ่านกระบวนการยุติธรรมอย่างตรงไปตรงมา และพร้อมยอมรับผลการตัดสินของหน่วยงานรัฐและศาลไม่ว่าตนจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิดก็ตาม ทั้งนี้ ในวันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายนนี้ ตนมีกำหนดการเดินทางไปให้ข้อมูลและแจกแจงลำดับเหตุการณ์ (Timeline) เพิ่มเติมต่อคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร ตามที่มีหนังสือเชิญต่อไป
นายปรเมศร์ กล่าวด้วยความมั่นใจแบบเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นสามารถพิสูจน์ได้ทางนิติวิทยาศาสตร์ ทั้งเครื่องมือที่ตนใช้ตรวจสอบในระดับหนึ่งก็ยืนยันได้ว่าเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจริง อีกทั้งหน่วยงานรัฐยังมีเครื่องมือและเทคโนโลยี AI รวมถึง IT ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าในการตรวจสอบรายละเอียดว่าเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริงอย่างไร ที่ไหน และเมื่อใด ซึ่งไม่สามารถหลบซ่อนได้ การที่ตนออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ไม่ได้ทำไปเพื่อหวังทำลายล้างใคร เพียงแต่เป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อปกป้องสิทธิ์ของตนเองเท่านั้น ส่วนข้อเท็จจริงว่าใครจะเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่นั้น ก็ขอให้เป็นไปตามกระบวนการพิสูจน์ทางกฎหมายต่อไป