"ดร.แก้ว" โต้ข่าวลือพ้นเก้าอี้กรรมาธิการ พร้อมส่งทนายฟ้องสื่อบิดเบือน

อาชญากรรม29 ส.ค. 2569 • 15:01 น.
"ดร.แก้ว" โต้ข่าวลือพ้นเก้าอี้กรรมาธิการ พร้อมส่งทนายฟ้องสื่อบิดเบือน

ดร.แก้ว  โต้ข่าวลือพ้นเก้าอี้กรรมาธิการ พร้อมส่งทนายฟ้องสื่อบิดเบือน


จากกรณีข้อพิพาทเงิน 5 แสนบาท แลกโควตาเรียนหลักสูตร ปปร. รุ่น 30 ของสถาบันพระปกเกล้า ระหว่าง ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ หรือ ดร.แก้ว ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎร กับ นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งก่อนหน้านี้ ดร.แก้ว ได้เข้าร้องเรียนต่อ นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เพื่อขอความเป็นธรรม หลังส่งมอบเงินผ่านตัวแทนตำรวจยศร้อยเอก แต่กลับไม่มีชื่อเข้าเรียนและไม่ได้รับการคืนเงิน จนมีการแจ้งความข้อหาฉ้อโกงไว้ที่ สถานีตำรวจภูธรรัตนาธิเบศร์​ ตามที่ข่าวเสนอไแแล้วนั้น


ล่าสุดวันที่​ 29​ส.ค.69​  ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ หรือ​ดร.แก้ว ออกมาชี้แจงตอบโต้กระแสข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ โดยปฏิเสธข่าวลือที่ว่าตนเองถูกปลดออกจากตำแหน่งและขาดคุณสมบัติเนื่องจากเป็นบุคคลล้มละลาย ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ตนไม่เคยต้องคำพิพากษาจำคุก และไม่ได้ถูกปลด แต่เป็นผู้แสดงสปิริตขอหยุดปฏิบัติหน้าที่ในกรรมาธิการตำรวจด้วยตนเอง เพื่อความบริสุทธิ์ใจในระหว่างที่มีข้อพิพาท พร้อมตั้งคำถามไปยังหน่วยงานต้นสังกัดของคู่กรณีว่า เหตุใดจึงยังไม่มีการสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างการสอบหาข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ดร.แก้ว กล่าวเปิดเผยแนวทางการดำเนินคดีและขั้นตอนถัดไป ดังนี้​เตรียมยื่น ป.ป.ช. ตรวจสอบทรัพย์สิน ในวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม 2569 จะเดินทางไปยื่นเรื่องต่อสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินและทรัพย์สินของคู่กรณี ซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูง รวมถึงขอให้เรียกคู่กรณีทั้งสองฝ่ายเข้าชี้แจง
เข้าชี้แจง กมธ.ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร ได้รับหนังสือเชิญจากคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ให้เข้าให้ข้อมูลและรายละเอียดการแจ้งความดำเนินคดี ในวันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน 2569​  กรณีมติกรรมาธิการตำรวจ ที่ประชุมกรรมาธิการตำรวจมีมติไม่รับพิจารณาเรื่องนี้ เนื่องจากข้อมูลยังไม่เพียงพอประกอบกับคู่กรณีได้มีการพูดคุยและถอนแจ้งความไปก่อนหน้านี้แล้ว

ด้าน​ นายเอกพนธ์ เมฆาสวัสดิ์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก ดร.แก้ว ได้ออกหนังสือเตือนถึงบรรณาธิการสื่อมวลชนทุกสำนักและสำนักข่าวออนไลน์ ให้หยุดนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือน ไม่เป็นความจริง หรือมีลักษณะชี้นำว่าเป็นการกลั่นแกล้งใส่ร้าย โดยระบุว่าข้อพิพาทดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนตัวที่สามารถยอมความได้และได้ยุติลงแล้ว หากยังพบการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่สุจริตจนเกิดความเสียหาย จะดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและทางอาญาจนถึงที่สุด