"จั้ม เอกวิชช์" นักธุรกิจหนุ่มถูกปลอมลายเซ็นต์เบิก-โอนเงินเงิน เดินหน้าร้องเรียน
จั้ม เอกวิชช์ นักธุรกิจหนุ่มที่ถูกปลอมลายเซ็นต์เบิก-โอนเงินเงินกว่า 8 ล้านบาท สู้คดีมา 10 ปี เดินหน้าร้องไม่หยุด ล่าสุดบุกกระทรวงการคลังยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีฯให้ช่วยตรวจสอบ
เมื่อเวลา 11.00 น.วานนี้ (25 ม.ค.)นายเอกวิชช์ เกษเจริญ อายุ39 ปี อยู่บ้านเลขที่1319/44 หมู่10 ต.นครสวรรค์ตก อ.เมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ นักธุรกิจหนุ่ม เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียน กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยมี นายศิรินทร์ ลิ่มนิจสรกุล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษสำนักงานรัฐมนตรีเป็นผู้รับหนังสือร้องเรียนแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
โดยการร้องครั้งนี้ผู้ร้องขอให้ตรวจสอบพฤติกรรมของพนักงานธนาคารกรุงไทย สาขาสวรรค์วิถี และ สาขาปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์ ที่จงใจทำผิดระเบียบ วิธีปฎิบัติของธนาคารเรื่องการเบิก-ถอนเงินและไม่ได้รับความเป็นธรรมกรณีถูกปลอมลายเซ็นต์นำไปถอนเงินจากบัญชีธนาคารกรุงไทยฯ จนต้องสูญเงินไปกว่า 8 ล้านกว่าบาทเหตุเกิดเมื่อประมาณปลายปี พ.ศ.2551
ทั้งที่ผู้เสียหายถูกปลอมลายเซ็นต์และไม่มีเอกสารใดๆ เกี่ยวกับผู้เสียหายเลยแต่ทางพนักงานธนาคารกรุงไทย สาขา สวรรค์วิถี จ.นครสวรรค์ กลับดำเนินธุรกรรมทางการเงินในบัญชีของตน แบบไม่ติดใจสงสัยแต่อย่างใด
ผู้เสียหายได้เปิดเผยว่าตนเองเป็นตัวแทนเป็นเจ้าของกิจการร่วมค้าห้างหุ้นส่วนจำกัดคงเพชรศักดิ์ คอนสตรัคชั่นกับ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ต.ทวีกิจ เสถียรก่อสร้าง เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนจากการจงใจไม่ปฎิบัติตามกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องในการเบิกถอนเงินออก จากบัญชีนิติบุคคลของผู้เสียหายซึ่งได้เปิดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ไว้กับธนาคารกรุงไทย สาขา สวรรค์วิถีชื่อบัญชี กิจการร่วมค้าห้างหุ้นส่วนจำกัดคงเพชรศักดิ์คอนสตรักชั่นกับห้างหุ้นส่วน จำกัด ต.ทวีกิจเสถียร ก่อสร้าง บัญชีเลขที่ 633-0-11201-0
โดยมีเอกสารสัญญาข้อตกลงกิจการร่วมค้ามอบไว้เป็นหลักฐานกับธนาคารกรุงไทยฯ สาขาดังกล่าวโดยเหตุการณ์เริ่มจากผู้เสียหายในฐานะตัวแทนกิจการร่วมค้าฯถูกปลอมลายมือชื่อในใบถอนเงินธนาคารกรุงไทยฯ เพื่อเบิกเงินไปจากบัญชีถึง 2 ครั้งเป็นเงิน 8 ล้านบาทเศษ โดยมีการแจ้งความ ดำเนินคดีและผลการตรวจพิสูจน์ลายมือจากกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นว่าไม่ใช่ลายเซ็นต์ของบุคคลเดียวกันแต่ที่สำคัญ พฤติกรรมของพนักงานธนาคารที่บ่งชี้ว่าอาจมีส่วนรู้เห็นร่วมกันเป็นขบวนการในทุจริตจงใจกระทำผิดระเบียบวิธีปฎิบัติการถอนเงินและการเบิกถอนเงินต่างสาขากำหนดให้เจ้าของบัญชีจะต้องไปดำเนินการเองเท่านั้น
และทางพนักงานธนาคารจงใจไม่ตรวจสอบสัญญาข้อตกลงร่วมค้าที่มอบ อำนาจให้ตัวแทนเป็นผู้เบิกถอนเงินแต่เพียงผู้เดียวโดยไม่ระบุให้อำนาจใช้ ตัวแทนโดยเฉพาะกรณีนี้เป็นบัญชีลูกค้านิติบุคคลหลักฐานหรือเงื่อนไขข้อตกลงการเบิกจ่ายจะมีอยู่ที่สาขาเจ้าของบัญชีเท่านั้นแต่พนักงานธนาคารกลับจงใจฝ่าฝืนระเบียบยินยอมให้รับมอบฉันทะไปเบิกถอนต่างสาขาได้เท่ากับว่ายินยอมให้เบิกถอนเงินจำนวนมากโดยไม่มีการตรวจสอบ
ที่ผ่านมาผู้เสียหายได้พยายามร้องเรียนปัญหาที่เกิดขึ้นต่อธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่มาแล้ว หลายครั้ง แต่ปรากฎว่าเรื่องถูกส่งกลับมาให้ผู้เสียหายดำเนินการแก้ไขปัญหาเองจนล่าสุดตนจึงได้เดินทางมาร้องเรียนกับทางสมาคมฯถึงเรื่องที่เกิดขึ้นและทางสมาคมผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชน(ประเทศไทย)ได้พาผู้เสียหายไปร้องเรียนที่ธนาคารกรุงไทยสำนักงานใหญ่จึงได้รับคำตอบจากธนาคารฯให้รอผลการตรวจสอบ 210 วัน ซึ่งผู้เสียหายถือว่านานไป เพราะหลักฐานต่างๆก็อยู่ที่ทางธนากรุงไทยมาแล้วกว่า 10 ปีแสดงว่าทางธนาคารไม่สนใจตรวจสอบในเรื่องนี้แต่อย่างใด
ในคดีที่ผู้เสียหายฟ้องธนาคารกรุงไทย ทำผิดสัญญาฝากทรัพย์ ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับ เรื่องร้องเรียนนี้ที่ขอให้ ตรวจสอบพนักงานทุจริตมีประเด็นสำคัญคือ ผู้เสียหายได้ใช้สิทธิขอ ตรวจสอบข้อเท็จจริงตั๋ว สัญญาใช้เงินเลขที่ คศ.001/2551 โดยกิจการร่วมค้าฯได้สั่งซื้อน้ำยางมะตอยจาก บริษัท เชลล์ประเทศไทย จำกัด เป็นเงินจำนวน 3,323,634 บาทและมีผู้ที่มีอิทธิพลท้องถิ่นใน จ.นครสวรรค์ เข้ามาสั่งการให้ เจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทยสาขาดังกล่าวปฎิบัติตามคำสั่งจนเกิดความเสียหายขึ้น โดยผู้เสียหายไม่รู้จะไปหา ความยุติธรรมกับหน่วยงานที่ไหนแล้ว จึงต้องทำหนังสือร้องเรียนมาถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ช่วยตรวจสอบในเรื่องนี้เพราะถือว่าเป็นความเดือดร้อนและเป็นเรื่องไม่สมควร เกิดขึ้นกับธนาคารของรัฐทั้งๆ ที่หลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับคดีนี้มีครบสมบูรณ์ทุกอย่างแต่เหตุใดธนาคารกรุงไทยสำนักงานใหญ่กับละเว้นไม่ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดโดยปล่อยเรื่องนี้เนินนานมาถึง 10 ปีโดยไม่มีการตรวจสอบใดๆทั้งสิ้นและให้ธนาคารกรุงไทย รีบคืนเงินที่ต้องสูญเสียไปในครั้งนี้ทันที โดยตนเองเคยนำเรื่องนี้ ไปร้องเรียนกับ ธนาคารแห่งประเทศไทยแต่เรื่องก็เงียบไม่มีการตรวจสอบใดๆล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา ตนได้ไปร้องเรียนกับธนาคารกรุงไทยสำนักงานใหญ่ซึ่งทางธนาคารกรุงไทยสำนักงานใหญ่กับบ่ายเบี่ยงประเด็นโยนเรื่องไปให้ศาลทั้งๆที่การมาร้องเรียนในครั้งนี้ตนเองมาร้องเรียนให้ตรวจสอบพนักงานธนาคารที่จงใจทำผิดระเบียบธนาคารในการถองเงินและโอนเงินไม่ปฎิบัติตามกฎระเบียบ ซึ่งไม่เกี่ยวกับศาลแต่อย่างใด
หลังจากที่ นายศิรินทร์ ลิ่มนิจสรกุล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษสำนักงานนายกรัฐมนตรีได้รับหนังสือร้องเรียนจากผู้ร้องเรียนแล้วจะรีบตรวจสอบเรื่องนี้ อย่างเร่งด่วนและจะเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาประชุมหาสาเหตุที่แท้จริงในเรื่องนี้ต่อไปอย่างเร็วที่สุด
ด้าน ธนาคารกรุงไทยได้ชี้แจงในวันเดียวกันว่า จากกรณีที่ นายเอกวิชช์ เกษเจริญ ลูกค้าธนาคารกรุงไทย สาขาสวรรค์วิถีและปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์ ได้ร้องเรียนว่าถูกปลอมลายมือชื่อในเอกสารประกอบการถอนเงินจำนวนกว่า 8 ล้านบาท
ธนาคารกรุงไทยชี้แจงว่า กรณีดังกล่าวลูกค้าได้ยื่นฟ้องธนาคารในคดีแพ่งต่อศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นได้พิจารณาและมีคำพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 25 ก.ค.60 ต่อมาลูกค้าได้ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาและมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 3 ก.ค.61
ขณะนี้นายเอกวิชช์ เกษเจริญ ได้ยื่นฎีกาและอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ซึ่งเมื่อศาลมีคำพิพากษาเป็นเช่นใด ธนาคารน้อมรับปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เนื่องจากศาลได้วินิจฉัยตามพยานเอกสารและหลักฐานต่างๆ รวมทั้งพยานบุคคลที่คู่ความทั้ง 2 ฝ่ายนำสืบพยานแสดงต่อศาล ซึ่งทุกฝ่ายไม่ควรล่วงละเมิดคำตัดสินของศาล
ที่ผ่านมา ธนาคารกรุงไทย ได้ชี้แจงกระบวนการตรวจสอบและให้ข้อมูลกับลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง และให้คำมั่นใจว่าธนาคารกรุงไทย ไม่เคยละเว้นการดำเนินคดีผู้กระทำความผิดต่อธนาคาร ทั้งนี้ ในฐานะธนาคารพาณิชย์ของรัฐ ธนาคารยึดมั่นในการปฏิบัติงานตามหลักบบรรษัทภิบาล ดำเนินงานอย่างมืออาชีพ ด้วยความซื่อสัตย์และโปร่งใส ให้บริการลูกค้าตามแนวทางของหลัก Market Conduct