เค้นสอบส่วยขนน้ำมันเถื่อน

อาชญากรรม7 มิ.ย. 2566 • 16:36 น.
 เค้นสอบส่วยขนน้ำมันเถื่อน

"ผู้การเต่า" ลงนามเชือดตำรวจทางหลวงเอี่ยวปมส่วยสติกเกอร์ไปช่วยราชการ หลังสืบสวนพบผู้เข้าข่ายกระทำความผิด พร้อมเรียกตำรวจชุดจับกุมส่วยรถบรรทุกน้ำมันเถื่อนริมถ.เพชรเกษม ให้ข้อมูล คาดขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนภาคใต้ เตรียมส่งเข้ากรุงเทพฯ 

 ที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ  (บก.ปปป.) เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.66 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผบก.ปปป. รรท.ผบก.ทล. กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีการสืบสวนคดีส่วยสติกเกอร์ของตำรวจทางหลวง ว่า ในวันที่ 8 มิ.ย. ก่อนเวลา 13.00 น. จะลงนามในคำสั่งโยกย้ายข้าราชการตำรวจทางหลวงให้มาช่วยราชการ หลังจากสืบสวนแล้วพบว่าต้องสงสัยเข้าข่ายกระทำความผิด โดยเป็นการตรวจสอบจากบันทึกการจับกุมรถบรรทุกที่ผิดกฎหมายก่อนหน้านี้ ส่วนในวันที่ 8 มิ.ย. ที่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จะนำหลักฐานส่วยสติกเกอร์มาให้กับผู้บังคับบัญชาระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะนำมาตรวจสอบร่วมด้วย ยืนยันว่าจะทำคดีด้วยความจริงใจต่อกันในการประสานข้อมูลกับผู้ที่นำข้อมูลมาให้

 สำหรับความคืบหน้าเอาผิดตำรวจทางหลวงเกี่ยวพันส่วยรถบรรทุกน้ำมันเถื่อนนั้น ได้เรียกตำรวจทางหลวงชุดจับกุมรถบรรทุกน้ำมันเถื่อน ที่บริเวณริมถนนเพชรเกษม กิโลเมตรที่ 308 ขาเข้า ต.เกาะหลัก อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อมาให้ข้อมูลกรณีที่มีเจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิตเจรจาขอเคลียร์ให้ปล่อยรถน้ำมันดังกล่าว แต่ทางชุดจับกุมไม่ยินยอม

 จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และเรียกตำรวจชุดจับกุมมาให้ข้อมูล โดยเบื้องต้นทราบว่าเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกรมสรรพสามิตโทรศัพท์มาเคลียร์กับชุดจับกุม แต่ชุดจับกุมปฏิเสธ จากนั้นมีความพยายามติดต่อมายังคณะทำงานของผม เพื่อเจรจาขอไฟเขียวกับผม แต่ก็ปฏิเสธไปไม่ขอพูดคุยเจรจาใดๆ ทั้งสิ้น

 อย่างไรก็ตาม การจับกุมครั้งนี้อาจเกี่ยวข้องขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนในพื้นที่ภาคใต้ ที่จะนำน้ำมันไปส่งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตำรวจทางหลวง 3 จึงร่วมกับเจ้าหน้าที่สรรพสามิตประจวบคีรีขันธ์ตรวจสอบ และวางแผนเข้าตรวจสอบและจับกุม นายสมบัติ อายุ 47 ปี คนขับรถ ซึ่งพบว่าใบกำกับการขนส่งน้ำมันมิได้ระบุวันเวลาที่เดินทางไว้ และไม่มีการลงลายมือชื่อผู้ออกใบกำกับจากผู้ค้าที่จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ตรวจสอบไม่พบเอกสารการผ่านการตรวจสอบน้ำหนักรถบรรทุก จึงได้นำรถคันดังกล่าวไปทำการตรวจสอบน้ำหนักบริเวณด่านชั่งน้ำหนัก กรมทางหลวง ผลการตรวจสอบได้ 50,030 กิโลกรัม ไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้

 จากการเก็บตัวอย่างน้ำมันไปตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า เป็นน้ำมันดีเซล ซึ่งไม่ตรงกับเอกสารใบกำกับการขนส่งและไม่มีใบกำกับภาษีมาแสดง ทางเจ้าหน้าที่สรรพสามิตประจวบคีรีขันธ์ จึงแจ้งความกับพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีข้อหาผิด พ.ร.บ.สรรพสามิต พ.ศ.2560 มาตรา 203 (1) มีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี