ทำไมไทยแลนด์ถึงถูกดูถูกเสียนัก

ทางเสือผ่าน31 ก.ค. 2562 • 00:00 น.โดย แสงไทย เค้าภูไทย
ทำไมไทยแลนด์ถึงถูกดูถูกเสียนัก
แสงไทย เค้าภูไทย ปลายเดือนที่แล้ว หนังสือพิมพ์ Financial Times ให้ฉายาประเทศไทยว่าเป็น คนป่วยแห่งเอเชีอาคเณย์ มาปลายสัปดาห์ที่แล้ว สำนักข่าว Bloomberg เรียกไทยว่าประเทศด้อยพัฒนา ยังไม่รู้ว่า ต่อไปจะให้ฉายาอะไรอีก เพราะประเทศไทยพักนี้มีอะไรแปลกๆ เข้าข่าย Amazing Thailand อยู่บ่อยๆ การที่หนังสือพิมพ์ ไฟแนนเชียลไทม์ส แห่งอังกฤษ พิมพ์บทวิเคราะห์วิจารณ์ไทยในชื่อเรื่อง Thailand remains the sick man of South-east Asiaในฉบับประจำวันที่ 26 มิ.ย.2019 โดยชี้ว่า ไทยความอ่อนด้อยใน 4 ด้านคือ จีดีพีโตต่ำ ส่งออกหดตัว ค่าใช้จ่ายในประเทศลดและหนี้เพิ่ม นั้น ไม่อาจเถียงได้ GDP โตต่ำและช้า โดยล่าสุด โต 2.8% ต่ำสุดในรอบ 4 ปีและต่ำสุดในหมู่เพื่อนบ้าน เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซียและฟิลิปปินส์ ส่วนการส่งออกนั้นหดตัวจนติดลบ 2 ไตรมาสต่อเนื่อง ทำให้ 5 ปีหลังสุด(ช่วง คสช.ครองอำนาจ) โตเฉลี่ย 2% สัดส่วนในจีดีพีลดลง 10.1% ส่วนการใช้จ่ายในประเทศที่เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญที่สุดในบรรดาผลิตภัณฑ์ที่รวมเป็นจีดีพีด้วยกันนั้น ตอนนี้เป็นแค่ 47% จากที่เคยมีสัดส่วนถึง 52% ของจีดีพี หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็น 34%ของจีดีพีและมีแนวโน้มเป็น 40% .ใน 4 ปีข้างหน้าจาก 30% เมื่อ 5 ปีก่อน หนี้ครัวเรือนสูงติดอันดับ 10 ของโลกในบรรดา 89 ชาติหนี้ท่วมของโลก ภาพลบเหล่านี้ เมื่อนำไปรวมกับแนวโน้มที่ไทยจะเข้าสู่ความเป็นสังคมคนชรา ทำให้บลูมเบิร์กมองว่า Thailand Has a Developing Economy and a Big First World Problem เศรษฐกิจไทยยังคงเป็นเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนาและเป็นปัญหาใหญ่ปัญหาแรกของโลก ปัญหาใหญ่ของโลกคืออะไร ? “ความชราเป็นความยากเข็ญ ไม่ว่าจะด้วยสถานะใด และจะทุกข์เข็ญยิ่งขึ้นเมื่อคุณเป็นคนยากจน นี่คือสิ่งที่ทำนายว่าประเทศไทยในฐานะชาติกำลังพัฒนา กำลังอยู่ในแถวหน้าที่จะเผชิญกับอัตราทารกเกิดต่ำครั้งแรกของโลก ( first-world-style baby bust)” อัตราเกิดต่ำของประชากรเป็นตัวชี้วัดเชิงจิตวิทยาที่สะท้อนภาพเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดีตัวหนึ่ง ด้วยคตินิยมที่ว่า “มีบุตรเมื่อพร้อม” สอดรับกับ “มีลูกคนจนไป 7 ปี” ทำให้คนไทยรุ่นเจริญพันธุ์ยุคนี้ ยืดอายุการมีครอบครัวออกไป 5-10 ปี ยิ่งกว่านั้น ยังมีการคุมกำเนิด เหตุจากความไม่เชื่อมั่นในอนาคต ขณะเดียวกัน การที่โลกเปลี่ยนแปลงเร็วด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามากลบหรือกำจัดกรรมวิธีและกระบวนการผลิตรุ่นเก่า( disruptive production) ทำให้มีการปลดคนงานกันมาก ตั้งแต่ระดับแรงงานจนถึงระดับนั่งห้องแอร์ ขณะที่ลูกจ้างถูกปลดเป็นหมื่นๆคน แรงงานรุ่นใหม่ โดยเฉพาะผู้จบปริญญาตรี ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดงานได้ เพราะตำแหน่งงานมีน้อย ปีนี้คาดว่าแรงงานระดับปริญาตรี จะตกงานไม่ต่ำกว่า 500,000 คน วัยทำงานที่ไม่มีงานทำเหล่านี้ จำเป็นต้องอาศัยการเลี้ยงดูจากพ่อแม่อยู่ ที่ส่วนหนึ่งเกษียณอายุงานแล้ว มองกันในมุมของเศรษฐศาสตร์คลาสสิก อัตราเกิด ถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เพราะเด็กเกิดใหม่ เป็นทั้งแรงงานและผู้บริโภคในอนาคต ยุค Baby Boomer 1940-1960 เป็นยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการผลิตประชากรรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทนรุ่นก่อนที่ตายไปกับสงครามกันมาก คนรุ่นนี้ เข้มแข็งอดทนเป็นคนสร้างชาติสร้างเศรษฐกิจ สร้างสังคมใหม่ สร้างระเบียบใหม่ของโลก New World Order รุ่นนี้ ร่อยหรอไปกับวัยชราเหลือน้อยลงทุกที ในชาติที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ คนรุ่นใหม่ๆเกิดขึ้นมาทดแทนคนรุ่นเก่าไม่ขาดสาย เป็น Generation X-Y-Z มาทดแทน พวก เจนเนอเรช่น X ขณะนี้เคลื่อนเข้าสู่สังคมคนชรา โดยประเทศไทยจะมีถึง 25% ของจำนวนประชากรทั้งหมดในอีก 10 ปีข้างหน้า ส่วนเจนเนอเรชั่นที่ทำมาหาเลี้ยงคนไทยแทนเจนเอ็กซ์จะมีจำนวนน้อยลงเพราะอัตราเกิดต่ำ ยิ่ง Gen-Zด้วยแล้ว ยิ่งต่ำกว่า พวก Gen-Y หรือ millennials เป็นกลุ่มมีพลังและผลิตผลสูงที่สุดในบรรดาประชากรทุกรุ่น เป็นพวกที่ที่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง ซึ่งล้วนแต่เป็นเหตุการณ์สําคัญที่เกิดขึ้นต่างๆทั่ว โลก เช่น วิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ เป็นต้น สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงไม่เเหมือนชาติอื่น คือมีการทำรัฐประหาร ที่เกิดบ่อยเสียจนทั้งคนไทย ทั้งนักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่น ระยะ 5 ปีทีในครอบของคสช.เป็นการพิสูจน์ได้ว่า การปกครองแบบเอกาธิปไตย (autocracy) ที่ใช้รูปแบบรัฐราชการ เป็นความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ และมีการคอรัปชั่นกันทุกระดับชั้น ความไม่เชื่อมั่นในอนาคตเช่นนี้ ทำให้คนไทยวัยเจริญพันธุ์ชะลอการมีบุตรจนเกิดภาวะ Baby Bust ดังที่บลูมเบิร์กชี้ คำว่ามีลูกคนจนไป 7 ปี อาจเปลี่ยนเป็นมีลูกคนจนไป 10 ปีตามอายุเป้าหมายของรัฐบาลเมื่อใดก็ได้