ข้อมูลที่นายกรัฐมนตรีไทยไม่มีวันรู้

ตะเกียงเจ้าพายุ7 ต.ค. 2562 • 05:00 น.โดย ทวี สุรฤทธิกุล
ข้อมูลที่นายกรัฐมนตรีไทยไม่มีวันรู้
ทวี สุรฤทธิกุล พลเอกประยุทธ์ระยะนี้ “ออกอาการ” เป๋ไปเป๋มา หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม หลายคนคาดหวังว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ถ้าขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีในรอบใหม่ “น่าจะ” ปรับปรุงพฤติกรรมให้ดีขึ้น เช่น ลดกริยาท่าทางที่กระโชกโฮกฮาก ปรับปรุงการพูดการจา และเพิ่มความสุภาพอ่อนน้อม ฯลฯ แต่ก็ดูจะ “ฝืนใจ” ทำได้อยู่ระยะสั้นๆ แต่ในระยะหลังนี้ ตั้งแต่ที่เจอเรื่อง “ถวายสัตย์ไม่ครบ” ก็ดูเหมือน “สัญชาติญาณเดิม” จะกลับคืนสู่ร่าง ยิ่งตอนที่ไปร่วมประชุมผู้นำในเวทีสหประชาชาติที่สหรัฐอเมริกา ได้เผลอพูดถึง “ความไม่รู้ของคนไทย” เพราะไม่รู้จักใช้กูเกิ้ล จึงถูกสังคมโดยเฉพาะในสื่อโซเชียลกระหน่ำแชร์อย่างหนัก(ที่ต่อมาท่านแก้ตัวว่าไม่ได้ตั้งใจจะพูดเช่นนั้น) แล้วจากวันนั้นท่านก็ “เสียทรง” เรื่อยมา อย่างที่คุณวาสนา นาน่วม ได้พูดในรายการข่าวคลื่น 100.5 ตอนบ่ายวันหนึ่งเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า “ดูไม่ออกเลยว่าท่านนายกฯอารมณ์ดีหรือไม่ดี” ผู้เขียนได้ไปที่สหรัฐอเมริกาก่อนหน้าท่านนายกรัฐมนตรีสักเดือนหนึ่ง ที่เมืองวอชิงตัน ดีซี ไม่ไกลจากเมืองนิวยอร์กที่ท่านนายกรัฐมนตรีไปเท่าใดนัก (ดังที่ได้นำมาเขียนในคอลัมน์นี้ติดต่อกันมา 3 สัปดาห์ก่อน) ก็ได้เจอคนไทยคนหนึ่งที่ไปทำมาหากินอยู่ในสหรัฐอเมริกามากว่า 20 ปี เขาเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า เขาอยากจะไปพบท่านนายกฯของไทยมากๆ แต่ไม่รู้จะหาทางไปพบได้อย่างไร ทราบแต่ว่าเวลาที่ท่านจะขอพบคนไทย จะมีเจ้าหน้าที่สถานทูตคิดต่อผ่านสมาคมและชมรมคนไทยที่ทำงานอยู่ในเมืองใกล้ๆ แล้วก็เลือกๆ กันไปตามจำนวนที่ต้องการ เขาบอกว่าสักวันเขาคงจะมีโอกาสได้พบกับนายกรัฐมนตรีบ้าง ท่านทั้งหลายถ้าได้ดูรายการโทรทัศน์ที่ถ่ายทอดการพบปะของพลเอกประยุทธ์กับคนไทยที่สหรัฐอเมริกา คงจะมีข้อสังเกตว่าท่านจะพูดของท่านอยู่คนเดียวเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงคงสังเกตด้วยว่าได้มีการชูป้ายประท้วงของคนไทย 2 – 3 คนที่แอบเข้ามานั่งหลังห้องนั้นด้วย (ส่วนคนที่มาถือป้ายหน้าโรงแรมตามข่าวบอกว่าเป็นคนต่างชาติ แล้วมีการเชื่อมโยงไปว่าอาจจะเป็นคนที่ล็อบบี้ยิสต์ที่พรรคการเมืองบางพรรคจ้างมา ท่านนายกฯก็บอกว่า “ไม่สำคัญอะไร”) ท่านนายกฯก็ “แทงกิ้ว เฮลโหล” ก่อนที่คนพวกนั้นจะถูกเชิญตัวออกไป เพื่อนของผู้เขียนที่อยู่วอชิงตันดีซีนี้ได้คุยไลน์กับผู้เขียนเมื่อสองสามวันนี้ว่า พวกเขาที่ทำธุรกิจก็ต้องจ้างล็อบบี้ยิสต์เหมือนกัน เหตุผลหนึ่งที่ต้องจ้างก็คือ “เพื่อให้เข้าถึงนักการเมืองและผู้มีอำนาจ” เพราะนักการเมืองอเมริกันไม่เหมือนนักการเมืองไทย นักการเมืองไทยนั้น “เข้าถึงง่าย” คือนักการเมืองไทยต้องไปพบปะประชาชนอยู่เป็นประจำ และนักการเมืองไทยก็มีหัวคะแนนช่วยพาเข้าหานักการเมืองอยู่เป็นปกติแล้ว ส่วนที่สหรัฐอเมริกา นักการเมืองเขาก็ถือตัวเองว่าเป็น “อาชีพ” อย่างหนึ่ง เขาต้องมีระบบในการติดต่อกัน เช่น การนัดหมาย และการเตรียมเรื่องที่จะมาพบนั้นล่วงหน้า สตาฟฟ์หรือทีมงานของ ส.ส.และ ส.ว.ในสหรัฐนั้นจึงต้องทำงานบนระบบดังกล่าว เช่น การสืบค้นประวัติหรือโพรไฟล์ของคนที่จะมาพบ รวมถึงข้อมูลรายละเอียดของเรื่องที่คนที่จะมาพบนั้นต้องการมาชี้แจงหรือขอความช่วยเหลือ ในส่วนของนักการเมืองคงไม่ได้เป็นปัญหาอะไรมาก เพราะนักการเมืองเขาก็จะจ้าง “มืออาชีพ” เข้ามาทำงานให้เขา และกินเงินเดือนแพงๆ อยู่แล้ว แต่คนที่จะมาติดต่อกับนักการเมืองก็ต้องพึ่งล็อบบี้ยิสต์นี่แหละที่จะ “เตรียมข้อมูล” ของคนที่จะเข้าพบไปให้สตาฟฟ์ของนักการเมือง เมื่อผ่านการกลั่นกรองแล้วจึงจะจัดให้มีการพบปะ หรือได้เข้าพบพูดคุบกับนักการเมืองที่เราต้องการได้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้เข้าพบเจ้าตัวนักการเมืองนั้นโดยตรง แต่จะมีการประสานงานกันระหว่างล็อบบี้ยิสต์กับทีมงานของนักการเมืองนั้นๆ เป็นส่วนใหญ่ เว้นแต่เป็นเรื่องที่สำคัญ หรือตัวเรามีความสำคัญต่อนักการเมืองคนนั้นจริงๆ ล็อบบี้ยิสต์ในสหรัฐอเมริกา(รวมถึงในยุโรปอีกหลายประเทศ)เป็นอาชีพที่ถูกกฎหมายมีฐานะเป็นนิติบุคคล มีการตรวจสอบงบดุลบัญชี และอยู่ในกรอบมาตรฐานของจรรยาวิชาชีพอย่างเคร่งครัด ว่ากันว่าการที่ทำให้ล็อบบี้ยิสต์เป็นเรื่องที่ถูกกฎหมายก็เพื่อป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองนั่นเอง เพราะเมื่อมีการจัดทำให้เป็นระบบและมีกฎหมายรองรับ ก็จะเกิดความโปร่งใส มีความรับผิดชอบ และถูกตรวจสอบได้ในทางสาธารณะ ซึ่งก็คือหลัก “ธรรมาภิบาล” นั่นเอง อย่าง ที่เรียกว่า Corporate Governance – บรรษัทภิบาล ควบคู่กันกับ Government Governance หรือ “รัฐภิบาล” นั้น เพื่อนคนไทยบอกว่าที่สหรัฐอเมริกาการติดต่อธุรกิจมีความสะดวกสบายและไม่พบว่ามีการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือมีการคอร์รัปชั่น (เขาบอกว่ามีบ้างแต่ไม่น่าเกลียดหรือมีการเรียกร้องที่อุจาด) แต่พอเขาไปติดต่อที่เมืองไทยกลับพบสิ่งตรงกันข้าม คือมีการเรียกร้องเอาผลประโยชน์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว (ระยะสั้นคือค่านายหน้า และระยะยาวคือเงินช่วยหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป) ไม่เฉพาะแต่นักการเมือง แต่ยังมี “เจ้าพ่อ – เจ้าแม่” ที่จะต้องเข้าไปคารวะแนะนำตัวไม่งั้นก็ไม่สามารถสั่งซื้อสินค้ากับคนในพื้นที่ได้ (ธุรกิจของเพื่อนคนนี้คือนำเข้าสินค้าต่างๆ จากหลายๆ ประเทศไปขายในสหรัฐอเมริกา ส่วนที่ไทยส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าเกษตร เช่น พืชผัก ผลไม้และดอกไม้) จึงน่าเสียดายที่คนไทยมาปิดโอกาสคนไทยด้วยกันเอง ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่เห็นมีใครจะรายงานให้รัฐบาลได้ทราบ และคิดว่านายกรัฐมนตรีก็คงไม่รู้ด้วยเช่นกัน นายกรัฐมนตรีแทนที่จะ “จิ้ม” แต่กูเกิ้ลหาความรู้(ที่จริงบ้างไม่จริงบ้าง) น่าจะต้องหันมา “จิ้ม” ไล่เรียงตรวจสอบการทำงานของข้าราชการทั้งในส่วนกลางและท้องถิ่น ก็อาจจะได้ความรู้ที่แท้จริงมากกว่า อย่างน้อยก็รู้ว่าคนที่เงินเดือนประชาชนเหล่านี้เอา “ความไม่จริง” อะไรมาบอกท่านบ้าง