ตามข่าวการเมืองให้มีความสุข? (2)

ตะเกียงเจ้าพายุ7 ก.ย. 2569 • 06:00 น.
ตามข่าวการเมืองให้มีความสุข? (2)
ตะเกียงเจ้าพายุ 01
ตะเกียงเจ้าพายุ 01

ทวี สุรฤทธิกุล 

ความสุขในการติดตามข่าวการเมืองคือได้รู้เรื่องราวต่าง ๆ ของปัญหาบ้านเมืองอย่างชัดเจน แล้วให้ทางออกทางแก้ในปัญหาเหล่านั้นอย่างน่าสนใจ หรืออย่างน้อยก็ทำให้สบายใจ

ได้เล่าเรื่องที่ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ต้องเผชิญกับ “สื่อเสื่อม - สื่อเสี้ยม” ในสมัยของท่าน มานำเสนอในคอลัมน์นี้เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งท่านก็ได้เสนอทางออกในเรื่องนี้ โดยท่านเชื่อว่าคงเป็นเรื่องยากที่สื่อจะปรับทัศนคติหรือเปลี่ยนแนวทางในการนำเสนอข่าว เพราะเป็นแนวโน้มตามความนิยมของสังคม ที่ชอบการทะเลาะเบาะแว้งหรืออิจฉาริษยากัน “ตบจูบ” แบบละครน้ำเน่าทั้งหลาย

ทางออกก็คือ “ตามน้ำ” หรือติดตามเรื่องราวที่สื่อได้นำเสนอข่าวนั้น ๆ ไปก่อน เพียงแต่ต้องข่มจิตข่มใจไว้ให้หนักแน่น ท่องคาถาว่า “ดราม่าๆๆ” เพื่อให้อารมณ์ดีขึ้น (สมัยนั้นท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ใช้คำว่า “น้ำเน่าๆๆ” โดยตรง แต่ผู้เขียนมาปรับให้เข้ากับยุคสมัยนี้) แล้วปล่อยอารมณ์ตามไป เหมือนกำลังชมภาพยนตร์ในโรงหนัง คืออย่าไปคาดเดาว่าเรื่องจะจบอย่างไร แต่ให้กระตุ้นตัวเองให้รู้สึกตื่นเต้น เหมือนอยากชมภาพยนตร์เรื่องนั้นให้จบ เมื่อข่าวจบแล้วก็ปล่อยความรู้สึกว่าที่เพิ่งชมผ่านไปก็คือละครเรื่องหนึ่ง อย่าเอามาเป็นอารมณ์ อย่างที่เรียกว่า “อารมณ์ค้าง” หรือถ้ายังมีอะไรค้างคาอยู่ก็พยายามสลัดทิ้งหรือกลบกลืนให้มันจางหายไปเสีย เช่น หาอะไรมาทำหรือไปทำอย่างอื่น เพื่อล้าง “น้ำเน่า” นั้นออกไปจากตัว

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เล่าให้ฟังว่า “การติดตามข่าวสารบ้านเมือง” นี้เป็นวัฒนธรรมที่สำคัญของผู้คนในประเทศที่เจริญแล้ว ตอนที่ท่านไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ ตอนนั้นท่านอายุเพียง 13 - 14 ปี ได้เห็นว่าคนอังกฤษนิยมอ่านหนังสือพิมพ์กันมาก ก็คิดแต่เพียงว่าคงเป็นเรื่องของผู้ใหญ่หรือคนที่มีเวลาว่าง แต่พออยู่ไปนานขึ้น ก็พบว่าวัยรุ่นของอังกฤษก็นิยมอ่านข่าวต่าง ๆ เหมือนกัน โดยเฉพาะการอ่านหนังสือพิมพ์ต่อจากพ่อแม่ เพราะแต่ละบ้านจะรับหนังสือพิมพ์เพียงฉบับเดียวต้องผลัดกันอ่าน หรือไม่ก็ฟังพ่อแม่เล่าข่าวที่ได้อ่านมานั้นให้ฟัง ส่วนมากก็ในเวลารับประทานอาหาร ที่คนอังกฤษมักจะรับประทานด้วยกันทั้งในตอนเช้าและตอนค่ำ

ยิ่งไปกว่านั้น การแลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่องข่าวสารต่าง ๆ ยังเป็นกิจกรรมที่สำคัญและถือเป็นมารยาททางสังคมที่สำคัญอย่างหนึ่ง ทั้งในเวลาทานน้ำชาตอนบ่าย (ที่เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของคนอังกฤษ) ในเวลาที่เล่นกีฬา หรือแม้กระทั่งไปปาร์ตี้ ถือกันว่าเป็นการสร้างเสริมปัญญาให้แก่กันและกัน นอกเหนือจากเป็นการแสดงไมตรีจิตมิตรภาพ แบบที่ฝรั่งเรียกว่า “แคร์ – Care” ที่ทำให้สังคมมีความแน่นแฟ้นสามัคคีกัน

การทำสื่อ” ยังเป็นกิจกรรมที่นิยมกันโดยทั่วไปในสังคมยุโรป ซึ่งสมัยนั้นก็คือ “หนังสือพิมพ์” (ก่อนหน้าที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จะเดินทางมาเรียนที่อังกฤษ ประเทศไทยก็มีการทำหนังสือพิมพ์กันอย่างคึกคัก แม้แต่พระมหากษัตริย์คือพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งก็ทรงสำเร็จการศึกษามาจากประเทศอังกฤษ ก็ทรงให้มีการทำสิ่งพิมพ์ในตอนที่สร้าง “ดุสิตธานี” หรือเมืองจำลองเพื่อการฝึกฝนประชาธิปไตย) ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ได้ร่วมในการทำหนังสือพิมพ์ของนักเรียนไทยที่ประเทศอังกฤษนั้นด้วย ท่านเล่าว่าเป็นความสนุกสนานอย่างมากของนักเรียนไทยในอังกฤษ เพราะได้เสียดสีคนใหญ่คนโตในเมืองไทยโดยไม่ต้องเกรงกลัวอะไร

ในตอนที่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 กว่าข่าวจะไปถึงที่อังกฤษก็ใช้เวลาสองสามวัน แต่กระนั้นนักเรียนไทยในอังกฤษก็ไชโยโห่ร้องกันมาอีกเป็นเดือน รวมถึงเขียนข่าวเชียร์คณะผู้ก่อการอย่างเอิกเกริกอยู่อย่างยาวนาน ทั้งนี้ก็เพราะคนไทยจำนวนมากในยุคนั้นกำลังเบื่อ “พวกเจ้า” (นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่คณะผู้ก่อการสามารถก่อตั้งได้อย่างรวดเร็ว ได้แนวร่วมจากข้าราชการจำนวนมาก และก่อการได้สำเร็จ) เช่นเดียวกันกับหนังสือพิมพ์ในเมืองไทย ที่ส่วนหนึ่งก็เชียร์คณะผู้ก่อการคือคณะราษฎรนั้นอย่างออกหน้าออกตา แต่ก็มีบางส่วนที่อ้อมๆ แอ้มๆ เชียร์อย่างกล้าๆ กลัวๆ แต่ต่อมาคณะราษฎรได้ดำเนินมาตรการเข้มงวดกับสื่อมากขึ้น ทำให้หนังสือพิมพ์ต้องระมัดระวังในการเขียนข่าวมากขึ้น

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เล่าอีกว่า ท่านกลับจากอังกฤษใน พ.ศ. 2476 ก็สัมผัสบรรยากาศทางการเมืองของไทยว่า “ทะแม่งๆ” ท่านก็ต้องระวังตัวมาก ๆ ด้วยเช่นกัน เพราะท่านได้กลับเข้ามารับราชการในกระทรวงการคลัง ซึ่งในฐานะที่เป็นพวก “เชื้อเจ้า” ก็อาจจะเป็นที่เพ่งเล็งหรือจับตาจากผู้มีอำนาจยุคนั้น จึงรับราชการอยู่ได้ไม่นานก็ต้องเปลี่ยนไปอยู่ภาคเอกชน คือธนาคารไทยพาณิชย์ จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านก็ถูกเรียกตัวให้เข้ามาทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ทำอยู่ได้ไม่นานเช่นกัน ซึ่งในระหว่างที่ทำงานในธนาคารแห่งประเทศไทยนี้ ท่านก็ได้ทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปด้วย ร่วมกับการรับเขียนบทความให้หนังสือพิมพ์ 2 - 3 ฉบับ ซึ่งแรกๆ ท่านก็พยายามไม่เขียนโจมตีผู้นำในคณะราษฎรที่ยังมีอำนาจครองเมืองอยู่ในเวลานั้น โดยได้เขียนเป็นเรื่องนวนิยาย เช่นเรื่อง “โจโฉนายกตลอดกาล” ที่เชื่อว่าท่านเขียนเพื่อเสียดสีจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่แทนที่จอมพล ป. จะแค้นเคือง กลับมีความสัมพันธ์ที่ดีในทางการเมือง เพราะหลังรัฐประหารใน พ.ศ. 2490 ก็ได้แต่งตั้งให้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลด้วยคนหนึ่ง

ต่อมามีการเลือกตั้งใน พ.ศ. 2492 ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ลาออกจากการเป็น ส.ส. เพราะไม่ยอมรับการขึ้นเงินเดือนให้กับ ส.ส. และท่านก็มาก่อตั้งหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ทำหน้าที่ “ชมคนที่ควรชม ข่มคนที่ควรข่ม” ตามที่ท่านมีอุดมการณ์และตั้งเป็นคำขวัญของสยามรัฐนั้นอย่างเต็มที่

เล่าเรื่องท่านอาจารย์คึกฤทธิ์กับการทำหนังสือพิมพ์มานี้ ก็เพื่อจะเชื่อมโยงให้เห็นว่า การทำสื่อบางทีก็ไม่จำเป็นที่จะต้อง “ซีเรียส” หรือจริงจังเอาเป็นเอาตาย แต่ทำสื่อแบบสบาย ๆ ให้สาระบ้าง ขำ ๆ บ้าง อย่างที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐในยุคนั้นได้ทำ ก็สามารถทำให้หนังสือพิมพ์นั้นขายดีและเป็นที่นิยมมายาวนาน (ตอนนี้เข้าใจว่าสยามรัฐก็มีการปรับตัวอย่างมาก แต่จะให้ “ขำ ๆ” แบบสมัยท่านอาจารย์คึกฤทธิ์นั้นคงเป็นไปได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ และน่าจะลองดู เผื่อจะสร้าง “ศักราชใหม่” ให้แก่วงการนิวมีเดียในยุคนี้ได้)

การสร้างความสุขจากข่าวการเมืองสามารถทำได้ แม้ว่าบ้านเมืองจะมีปัญหาและประชาชนมีความทุกข์มาก ๆ ขอเพียงตัวเรา “ผู้เสพสื่อ” ต้องตั้งสติให้ดี อย่าเป็นบ้าไปกับกระแสเครียด ๆ ที่สื่อได้สร้างขึ้นนั้น

มองทุกข่าวให้ขำ ๆ ทำใจให้สบาย ๆ” ก็จะหาความสุขง่าย ๆ ได้ทุกวัน