ดิบเถื่อน ดิจิทัล ตะวันตก(3)

เส้นแบ่งความคิด5 ต.ค. 2565 • 16:30 น.โดย สถาพร ศรีสัจจัง
ดิบเถื่อน ดิจิทัล ตะวันตก(3)

สถาพร ศรีสัจจัง

“ระเบิดปรมาณู” (นิวเคลียร์นั่นแหละ!) ลูกแรกของโลกได้รับการขนานนามจากผู้เป็นเจ้าของ คือมหาอำนาจผู้ยิ่งใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาว่า เจ้า “Little Boy” (บักหำน้อย)!

ปฐมเหตุแห่งการเกิดของมัน อาจจะเริ่มต้นตรงที่ นักฟิสิกส์เชื้อสายยิวผู้มีชื่อเสียงของโลกที่ชื่อ “อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” ได้เขียนจดหมายฉบับสำคัญถึงประธานาธิบดี แฟลงกลิน ดี. รูสเวลท์ ของสหรัฐอเมริกา เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม ค.ศ.1939 (ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้ง 2) 

เนื้อในจดหมายฉบับนั้น เป็นการแจ้งข่าวให้ทราบว่า ผลการวิจัยทางฟิสิกส์ล่าสุดได้ข้อสรุปว่า  แร่กัมมันตภาพรังสีอย่างยูเรเนียม(และอาจจะอื่นๆ) สามารถนำมาพัฒนาเป็นระเบิดที่ให้พลังทำลายล้างสูงสุดได้อย่างแน่นอน(อย่างไม่เคยมีมาก่อนในโลก)

แถมหยอดท้ายให้พอได้ตื่นเต้นไว้เล็กน้อยด้วยว่า เยอรมัน (คู่สงคราม ภายใต้การนำของ อดอร์ฟ ฮิตเลอร์)กำลังสนใจทดลองเรื่องนี้อยู่…ขอให้ท่านประธานาธิบดีให้ความสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ

และขอให้เร่งเพิ่มงบประมาณสำหรับการวิจัยและพัฒนาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนที่สุด… !          

ท่านประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา แฟลงกลิน ดี. รูสเวลท์ ในครั้งนั้น รีบสนองตอบแบบทันทีทันใด!               

เขาสั่งการให้จัดตั้ง “กรรมการด้านยูเรเนียม” ขึ้นอย่างเร่งด่วน โดยมอบหมายให้คนที่ตัวเองไว้ใจคนหนึ่ง ชื่อนาย “แมน  บริกส์” เป็นหัวหน้าโครงการ             

ปีค.ศ.1941  ประธานาธิบดีรูสเวลท์ลงนามเห็นชอบให้จัดตั้งคณะนักวิทยาศาสตร์ขึ้นคณะหนึ่งเพื่อ “พัฒนาการสร้างระเบิดปรมาณู” ลูกแรกของโลกขึ้น (หลังจากมีการ “จัดการ” กว้านซื้อตัวนักวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะนักฟิสิกส์ลือนามชั้นหัวกะทิจากทั้งโลก เช่น โรเบิร์ต  ฮอฟเพนไฮเมอร์ และ อัลเบิร์ต  ไอน์สไตน์ เป็นต้น  มากองไว้ในสหรัฐอเมริกาเพื่อการใช้งานได้มากพอแล้ว)     

โครงการดังกล่าวนี้ใช้ชื่อว่า “โครงการแมนฮัตตัน”

เพราะศูนย์วิจัย “ลับ” ทั้ง 10 แห่ง ที่เกี่ยวกับเรื่องระเบิดปรมาณูในครั้งนี้ และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกว่า 5พันคน ล้วนอยู่ในเกาะแมนฮัตตันแห่งนั้น!

แล้วผลการวิจัยก็ประสบความสำเร็จ ระเบิดปรมาณูที่มีองค์ประกอบยูเรเนียมลูกแรกก็ได้รับการประกอบสร้างขึ้น จนเสร็จเรียบร้อย ในขณะที่ยังไม่มีใครทราบแน่ชัดว่า ความร้ายแรงของระเบิดดังกล่าว

จะ “ทำลาย” ชีวิตผู้คนและทรัพย์สินในวงกว้างขนาดไหน!

ความเป็นกังวลดังกล่าวทำให้กลุ่มคณะนักวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องในโครงการ ประชุมหารือกัน

และมีมติให้ทำบันทึกเป็นหนังสือถึงผู้มีอำนาจ เสนอแนะว่า จะต้องไม่ใช้ระเบิดดังกล่าวกับพลเรือนเป็นอันขาดขอให้ใช้เพื่อการทหารโดยตรงเท่านั้น!

มีนักวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องในโครงการ ลงนามในท้ายบันทึก “หางว่าว” ครั้งนี้ รวมทั้งสิ้น 69 คน ผู้เขียนบทยกร่างดังกล่าว เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีคนสำคัญ ชื่อ นายลีโอ ซีลาร์ด ขอบันทึกชื่อให้เป็นที่ประจักษ์ไว้เป็นสำคัญ!

มีหรือที่ “ชนชั้นนำ” คนสำคัญของสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดี เฮนรี ทรูแมน

ผ้สืบอำนาจต่อจากประธานาธิบดี แฟลงกลิน ดี. รูสเวลท์ ในยามนั้นจะรับฟัง!

เขาเรียกคณะเสนาธิการทหารเข้าหารือเรื่องการจะจัดการ “เผด็จศึก” ขั้นเด็ดขาดกับญี่ปุ่น (เยอรมันแพ้สงครามไปเรียบร้อยแล้ว) โดยการสอบถามว่า ถ้าจะต้องยกพลขึ้นบกที่ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกาน่าจะต้องเสียกำลังพลไปสักประมาณเท่าไหร่กัน?

พลเอกจอร์จ  มาร์แชล ประธานเสนาผธิการทหารให้คำตอบว่า ถ้าใช้ยุทธวิธีเช่นนั้นเพื่อการเผด็จศึก สหรัฐฯน่าจะต้องสูญเสียกำลังทหารไปประมาณ 250,000 คน!

เท่านั้นเอง!บรรพชนผู้บริหารประเทศสหรัฐอเมริกาในครั้งนั้น ก็ตัดสินใจใช้ระเบิดปรมาณู ซึ่งเป็น “นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์” ชิ้นใหม่เอี่ยมล่าสุด ที่ทุ่มเททั้งกำลังนักวิทยาศาสตร์ และ ทุนอย่างมหาศาลสร้างขึ้นเพื่อ “ทำลายล้างศัตรู” ในทันที

ชื่อเมืองเป้าหมายในประเทศญี่ปุ่นถูก “ลิสต์” ขึ้นมานับสิบชื่อ ถกเถียงเพื่อข้อสรุปเชิงหวังผลกันอยู่นาน แต่ท้ายที่สุดก็ได้ข้อสรุปลงในเดือนกรกฎาคม 1945 

เมืองโชคร้าย 4 เมือง ที่เป็นเป้าหมายในการทิ้งระเบิดปรมาณูของสหรัฐอเมริกาครั้งนั้น ได้แก่ เมืองฮิโรชิมา/เมืองโคคุระ/เมืองนีงาตะ/และเมืองนางาซากิ!

และแล้วก็ถึงเวลา…วันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 พันเอกพอล ดับเบิลยู ทับเบตส์ นักบินทิ้งระเบิดผู้เชี่ยวชาญ แห่งกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา  ก็ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าทีม นำเครื่องบิน B-29 พร้อมคณะผู้ประกอบกรรมอีกกว่า 10 นาย บรรทุกระเบิดปรมาณูลูกแรกของโลกที่ได้รับการขนานนามเชิงขำขันจากผู้นำสหรัฐฯว่า “บักหำน้อย” (Little boy)บินมุ่งสู่ท้องฟ้าเหนือเมือง “ฮิโรชิมา”!

เมืองซึ่งได้รับเกียรติให้เป็นเมืองแรกของญี่ปุ่นและของโลก ในการ “ทดลอง” รองรับอานุภาพการทำลายล้างของระเบิดปรมาณูลูกแรกของโลก!(ที่ต้องเรียกว่า “ทดลอง” ก็เพราะตอนนั้นยังไม่มีใครรู้จริงๆเลยว่า แรงฤทธิ์ที่แท้จริงของระเบิดดังกล่าวจะรุนแรงแค่ไหนเพียงใด!)

ผลที่ประจักษ์ที่ประจานมาจนปัจจุบันก็คือ พื้นที่เกือบ 1ใน 3 ของเมืองฮิโรชิมาถูกทำลายในชั่วพริบตา ไฟไหม้อยู่มากกว่า 3 คืน 3 วัน คน(รวมทั้งผู้หญิงเด็กและคนแก่) ตายทันทีกว่า 8 หมื่นชีวิต บาดเจ็บทุกทรมานจากกัมมันตภาพรังสีอีกนับไม่ถ้วน ต่อเนื่องสืบมาจนปัจจุบัน!

แต่…เลือดบูชิโดอย่างญี่ปุ่นก็ยังไม่ยอมแพ้ ระเบิดลูกที่ 2 (พลูโตเนียม)ที่ตั้งชื่อเสียสนุก(แบบอเมริกัน?)ว่า “ไอ้อ้วน” (Fat man) ก็ได้รับการลำเลียงมาหย่อนใส่เมือง “นางาซากิ” เป็น “อเมริกันบรรณาการ”คนตายทันทีอีกว่า 7 หมื่น!

นี่ไม่ใช่ “ปฐมกรรม” ในการสังหารมมนุษยชาติภายใต้นโยบายของชนชั้นปกครองแห่งประเทศที่ชื่อ “สหรัฐอเมริกา” แต่นับเป็นครั้งที่ “น่าหฤโหดที่สุด” และเรื่องนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 75 ปี

ก่อนนี่เอง!

แต่ดูเหมือน แม้แต่โจทก์ใหญ่อย่างญี่ปุ่น ที่บ้านเมือง และ ชีวิตคนของตัวเองต้องพินาศไปต่อหน้าต่อตาแท้ๆก็เหมือนจะจำไม่ได้! และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ดูเหมือนโลกปัจจุบันทั้งโลกก็จะลืมเลือนเรื่องพวกนี้ไปแล้วเช่นกัน ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะปล่อยให้ “นักค้าสงคราม” ผู้ครอบครอง และ “ขายอาวุธ” มากที่สุดในโลก เหิมเกริม และ ลอยนวลอวดศักดาพลานุภาพอันยิ่งใหญ่อยู่ได้อย่างไรกัน?!