“ความเปลี่ยนแปลง” ของ “นายผี” (3)
สถาพร ศรีสัจจัง
“นายผี” หรือท่านอัศนี พลจันทร กวีผู้รักความเป็นธรรม และ นักปฏิวัติคนสำคัญของไทย ได้เขียนถึงความยิ่งใหญ่ของ “เมืองโบราณศรีเทพ” ไว้ในกวีนิพนธ์ขนาดยาวที่ทรงคุณค่ายิ่งของท่าน ที่ชื่อ “ความเปลี่ยนแปลง” ไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2495 โน่นแล้ว!
องค์การยูเนสโก ของ สหประชาชาติ เพิ่งประกาศให้ “อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ” ของราชอาณาจักรไทยเป็น “มรดกทางวัฒนธรรมของโลก” ในสมัยประชุมสามัญครั้งที่ 45 ของคณะกรรมการพิจารณาการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ที่กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย ระหว่างวันที่ 10-25 กันยายน พ.ศ. 2566 นี่เอง!
นับเป็น “มรดกโลกทางวัฒนธรรม” ลำดับที่ 4 และ เป็น “มรดกโลก” ลำดับที่ 7 ของประเทศไทย (อีก 3 แห่งเป็น “มรดกโลกทางธรรมชาติ” ได้แก่ 1) เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร- ห้วยขาแข้ง 2)กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ และ 3)กลุ่มป่าแก่งกระจาน)
เป็นการประกาศหลังจาก “นายผี” เขียนถึงความสำคัญ และ ความยิ่งใหญ่ของ “นครศรีเทพ” กินเวลารวม 71 ปี ! (กรมศิลปากรของประเทศไทยเพิ่งประกาศให้เมืองศรีเทพเป็น “อุทยานประวัติศาสตร์” เมื่อ พ.ศ. 2527 และ เริ่มมีการขุดแต่งบูรณะอย่างจริงจังเมื่อไม่เกิน 10 ปีที่ผ่านมานี้เอง!)
ในงานกวีนิพนธ์ขนาดยาวเรื่อง “ความเปลี่ยนแปลง” “นายผี” เขียนถึง “นครศรีเทพ” ไว้อย่างไรบ้าง? ท่านเขียนเป็น “กาพย์ยานี 11” ไว้อย่างไพเราะหนักแน่น ดังนี้ :
“…ศรีเทพนครขอม/กำแพงกรอมชากังราว เดชงำถึงกรุงงาว/แลสร้างศรีสุโขไทย สร้างพระนครธม/จำปาศักดิเสริมชัย พิมายพิมานไพ-/จิตรวัดพนมวัน ไชยาผชุมเชิญ/ชวาขุนมาคุยกัน เขื่อนคูให้ครัน/สำหรับแขกมาบังคม ขึ้นอ่าวอำรุงรัง/พระประโทนประทมสมเด็จท้าวธชายชม/พิชิตทั่วนครไท…”
การเขียนถึงความยิ่งใหญ่ของ “นครศรีเทพ” ดังกล่าวนี้ เป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งในตอนที่ 2 (จากทั้งหมดรวม 3 ตอน)ของกวีนิพนธ์เรื่อง “ความเปลี่ยนแปลง” พิจารณาดูแล้ว เนื้อหาตอนนี้ “นายผี” คล้ายต้องการบรรยายถึงพัฒนาการทางสังคมของบรรดาเมืองต่างๆใน “สุพรรณภูมิ” ที่มีผู้คนอยู่อาศัย และ พัฒนาเรื่อยมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จนเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ตอนต้น เข้าสู่ยุคทาสและยุค “ศักดินา” (Feudalism) ตามแนวคิดการตีความพัฒนาการทางประวัติศาสตร์แบบ “Historical materialism” ของชาวลัทธิมาร์กซ์ (Marxist)
ที่ “นายผี” ให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการบรรยายถึงพัฒนาการทางสังคมของมนุษย์ในแหลมสุวรรณภูมิ(ซึ่งคือที่ตั้งของประเทศไทยปัจจุบัน) ก็เพราะต้องการฉายชี้ภาพตนเองว่ามีเชื้อสายชาติตระกูลมาจากชนชั้นศักดินา (ซึ่งเป็นชนชั้นผู้กดขี่ขูดรีดและเอาเปรียบคนส่วนใหญ่ที่ท่านมีทัศนะไม่เห็นด้วย)
ในเนื้อหา (content) ช่วงนี้ “นายผี” ได้แสดงภูมิรู้เรื่องอำนาจของ “ศรีเทพนครขอม” อย่างลึกซึ้งกว้างขวางยิ่ง ว่าสามารถมีอำนาจเหนือ(ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม)ต่อเมืองต่างๆในแคว้นสุพรรณภูมิในเวลานั้นเป็นจำนวนมาก ที่ปรากฏชื่อก็เช่น ชากังราว/กรุงงาว/สุโขทัย/นครธม/จำปาศักดิ์/พิมาย/และไชยา เป็นต้น กระทั่งสรุปลงว่า “พิชิตทั่วนครไท” นั่นเอง!
ข้อมูลปัจจุบันบอกเราว่า “เมืองโบราณศรีเทพ” (ที่องค์การสหประชาชาติเพิ่งประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลกเมื่อวันที่19 กันายน 2566 นี้เอง) นั้น มีความรุ่งเรืองอย่างยาวนานถึง 700-800 ปี การขยายอำนาจดังที่ว่านี้อาจเป็นช่วงใดช่วงหนึ่งในช่วงเจ็ดแปดร้อยปีดังกล่าวนั้นก็ย่อมเป็นได้
ที่สำคัญก็คือ “นายผี” ได้โยงฐานะ “ศักดินา” อันมีพัฒนาการอย่างยาวนานในพื้นที่ “สุวรรณภูมิ” นี้ มาเกี่ยวข้องกับต้นตระกูลของตนแบบรวบรัดกระชับความ ในทำนองว่าเมือง “ราชบุรี” (เมืองเกิดของตระกูลท่าน ในเรื่องท่านเรียก “ราชพรี”)เกี่ยวข้องกับการ “พิชิตทั่วนครไท” ของ “ขุนขอม” ในท้องเรื่องเมือง “ศรีเทพ” นั้นด้วย ดังปรากฏความตอนหนึ่งว่า :
“…พระริบเอาราชพรี/คือบุรีอันเรืองไกรจักริบริบหัวใจใจ/ก็ประจักษ์บ่จำนน…” แล้วจึง
“…เกณฑ์ทาสมาทุ่มถม/ทะเลตมจนตื้นดอน ริมลำแม่กลองงอน/แลก็ง่ายก็งามดี ค้าโค่นเอาขุนเขา/มาเลื่อยเหลาสลักตี แต่งตั้งเป็นปรางค์ปรี/ดิประดุจพิมานแมน…”
และ “นายผี” ก็ได้ใช้โอกาสการบรรยายถึงสังคมสุวรรณภูมิยุคศักดินานี้เอง “สอดแทรก” ทรรศนะทางการเมืองเพื่อวิจารณ์ระบบดังกล่าวอยู่ในแทบทุกช่วงตอนของกวีนิพนธ์ “ความเปลี่ยนแปลง” ช่วง 2 นี้ เช่น :
“…เพื่อที่สมเด็จท้าว/จะโน้มน้าวในดวงมาน ปลูกปรางค์ประจุสาร/ธาตุพุทธที่เหลือเผา เพื่อชนผชุมชม/ชเยศท้าวและเทียมเทาบา บุญใช่บางเบา/ให้บัดทาสถวายกร…”
ตอนนี้ถ้าตีความก็คือ “ขุนขอม” นั้นแสนฉลาด อาศัยเอา “ศาสนา” มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยการ “ประจุสารธาตุพุทธที่เหลือเผา” ไว้ใน “ปรางค์” เพื่อให้บรรดาทาสเชื่อและศรัทธาตน(?)
หรือบรรยายถึง “ศักดินา” (ในเรื่องคือ “ขุนขอม”) ที่ใช้แรงงานทาสสร้างเมือง ทำให้ผู้คนต้องทุกข์ยากล้มตายเป็นจำนวนมาก แล้วปลุกระดมความคิดส่งท้าย เช่น :
“…ขุดเอาศิลาแลง/เป็นกำแพงอันเพริศไพ จิตรเทพพนมใน/กำแพงนั้นก็นับแสน รูปเทพพนมฤา/คือรูปทาสทั้งดินแดน ดับแล้วแลมาแหน/บริวารคือโหงพราย เหื่อทาสคือปรางค์ทอง/แลเลือดนองคือน้ำลาย เหื่อทาสทั้งแสนสาย/ก็คือเปรียงประจำเผา โอ้ราชพรีชี/ชิตพลีบ่บางเบา เมืองงามก็เงียบเหงา/สงัดโศรกอยู่แสนศัลย์ เสียงอึบ่ยินเอ่ย/บ่ยินเลยที่รำพัน หน้าเครียดอยู่ครามครัน/คะนึงคิดบ่ขาดสาย ปู่คิดและพ่อคิด/จนชีวิตนั้นวางวาย ลูกคิดจนตามตาย/แลหลานคิดจนเหลนโหลน ช้างงาแลดาบงาม/บ่แปรปรามให้อ่อนโอน ใจไทยนั้นใจโทน/บ่ยอมให้ผู้ใดเดิน!…”
ในตอนที่ 2 ของกวีนิพนธ์เรื่อง “ความเปลี่ยนแปลง” นี้ เหมือนนายผีจะตั้งใจเขียนเป็นพิเศษ เป็นการแสดง “กาพยารมย์”ที่หนักแน่น แจ่มชัด สง่างาม และกินใจนัก ใครที่เป็นคนประเภท “Poeticism” (กวีนิยม) หากได้ลิ้มรสฝีมือกาพย์ของ “นายผี” ช่วงนี้ ย่อมต้องประทับใจ สะเทือนใจ และอิ่มใจเป็นที่สุด นี่นับเป็นการ “พัฒนา” กาพย์ยานี 11 หลังยุคเจ้าฟ้าธรรมธิเบศฯหรือ “เข้าฟ้ากุ้ง” เจ้าฟ้ารัชทายาทผู้เป็นรัตนกวีแห่งยุคอยุธยาตอรปลายครั้งสำคัญยิ่ง
ถึงตรงนี้คงต้องฝากถึงบรรดาชาว “กวีนิยม” ทั้งหลาย ให้สังเกตเป็นพิเศษสักหน่อย กล่าวคือ การที่ “นายผี” สามารถ “ปรับ” ท่วงทำนองของกาพย์ยานีให้ใหม่(นวัตกรรม)ขึ้นได้นั้น น่าจะเกิดจากความเข้าใจอย่างลึกซึ้งแตกฉานของท่านเกี่ยวกับ “ศาสตร์” แห่ง “กาพย์กลอน” (คือกวีนิพนธ์นั่นแหละ!) โดยเฉพาะความตระหนักรู้ว่า แท้ที่จริงแล้วกาพย์กลอนก็คือ “เพลงดนตรี” ประเภทหนึ่ง ที่หัวใจของมันคือ “เสียงที่ก่อทำนอง” นั่นเอง!
แล้ว “เสียงที่ก่อทำนอง” คืออะไรละ? ถ้าไม่ใช่ลักษณะพิเศษของภาษาไทยที่เป็นภาษาซึ่งมี “เสียงวรรณยุกต์” หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “เสียงดนตรี” และ เสียงดนตรีดังกล่าวในภาษาไทยแต่เดิมไม่ได้มีเพียงเสียงสามัญ/เอก/โท/ตรี/จัตวา ดังที่เห็นที่รู้จักกันในสิ่งที่เรียกว่า “ภาษาไทยมาตรฐาน” ปัจจุบันไม่
แต่หมายรวมถึงเสียงที่อยู่ “ระหว่าง” เสียงมาตรฐานดังกล่าวเหล่านั้นด้วย ดังเช่นที่มีปรากฏให้เห็นเหลืออยู่เป็นจำนวนมากในภาษาถิ่นทั้งหลายทั้งในพื้นที่อีสาน เหนือ ใต้ และแม้แต่ในภาคกลางเอง ถ้านึกไม่ออก ก็ลองเทียบเสียงคำ “ป้า” ในภาษาถิ่นใต้ดูสักคำก็แล้วกัน ว่าทางใต้เขาออกเสียงอย่างไร?และจะไม่สามารถเขียนรูปวรรณยุกต์ของภาษาไทยมาตรฐานปัจจุบันกำกับเสียงได้เพราะอะไร?
“เสียงดนตรี” ที่ “นายผี” เอามาปรับ “รูปแบบ” (Form) ของกาพย์ยานีในเรื่อง “ความเปลี่ยนแปลง” นี้ อย่างน้อย มี 3 ประเด็นด้วยกัน นั่นคือเรื่องของ “เสียงหนักเสียงเบา”/ “เสียงสั้นเสียงยาว” และ “เสียงสัมผัส” สำหรับรายละเอียดในเรื่องดังกล่าวนี้ คงมีพื้นที่ไม่พอที่จะอธิบายและยกตัวอย่างให้เห็นได้อย่างชัดเจนในที่นี้
ความสำคัญทั้งด้านเนื้อหาและรูปแแบบในช่วงตอนที่ 2 ของกวีนิพนธ์ขนาดยาวเรื่อง “ความเปลี่ยนแปลง” ของ “นายผี” ยังมีอีกมาก ถ้ามี “พื้นที่และเวลา” เพียงพอ ก็อาจต้องอรรถาธิบายกันต่ออีกยาว…!!